โรคเบาหวาน

เอกสารประกอบ  

พญ.พิธพร วัฒนาวิทวัส

รหัสเอกสาร PI-IMC-020-R-00


โรคเบาหวาน Diabetes Mellitus

โรคเบาหวานคืออะไร

         โรคเบาหวาน คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ จากการที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานาน จะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้


โรคเบาหวานเกิดจากอะไร

-    ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือสร้างได้น้อยลง

-    อินซูลินไม่สามารถออกฤทธิ์ได้เต็มที่ หรือภาวะดื้อต่ออินซูลิน

    ทั้งสองสาเหตุนี้ทำให้ร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ


จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเบาหวาน อาการที่สงสัยจะเป็นเบาหวาน

-    ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน                      -    คอแห้งกระหายน้ำ

-    หิวบ่อย อ่อนเพลีย กินจุแต่น้ำหนักลด                   -    แผลเรื้อรัง หายยาก

-    าตามปลายมือปลายเท้า                                         -    ตามัว                                                                   

-    คันหรือมีผื่นเชื้อราตามผิวหนัง        


        เนื่องจากเบาหวานระยะแรกมักไม่มีอาการ หากไม่มีอาการข้างต้น แต่เป็นกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้ ควรมาตรวจหาเบาหวานเป็นระยะ

-    มีญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน

    มีประวัติเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ หรือเคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดเกิน 4 กิโลกรัม

-     มีโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด

-     มีโรคความดันโลหิตสูง

-     มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ

-     มีโรคอ้วน (BMI ≥ 25 กก./ม.2)

-     มีกลุ่มอาการถุงน้ำในรังไข่

-    อายุ 35 ปีขึ้นไป

-    เคยได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด พบว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน คือระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร อยู่ระหว่าง 100 – 126 มก./ดล.

ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงหรือมีอาการดังกล่าวข้างต้น ควรได้รับการตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน หากปกติควรตรวจซ้ำทุกปี


การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

-    ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง ตั้งแต่ 126 มก./ดล.ขึ้นไป

-    มีอาการเบาหวาน และระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อไม่ได้งดอาหาร ตั้งแต่ 200 มก./ดล.ขึ้นไป

-    ระดับน้ำตาลหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ตั้งแต่ 200 มก./ดล.ขึ้นไป

-    ระดับน้ำตาลสะสมตั้งแต่ 6.5 % ขึ้นไป


โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน

    ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดี จะเกิดภาวะแทรกซ้อนแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อเป็นมากจนเกิดอาการมักจะยากที่จะรักษา ได้แก่

-    โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

-    โรคหลอดเลือดสมองตีบ อันนำมาสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต

-    โรคไตวายเรื้อรัง อาจต้องฟอกไต หรือเปลี่ยนไต

-     ปลายประสาทเสื่อม ทำให้ชาปลายมือปลายเท้า และอาจเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

-     เบาหวานขึ้นตา

-     หลอดเลือดที่ขาและเท้าตีบ ทำให้เท้าเป็นแผลได้ง่าย และถ้าดูแลไม่ดีอาจถูกตัดขา


เมื่อเป็นโรคเบาหวานควรทำอย่างไร

        หากเราควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติอย่างต่อเนื่อง จะสามารถป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ดังนั้น คนที่เป็นเบาหวานควรปฏิบัติตัว ดังนี้

-     ควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด

o  กินอาหารให้ตรงเวลา ครบ 3 มื้อ และครบหมวดหมู่

o  หลีกเลี่ยงขนม ของหวาน น้ำตาล น้ำหวาน น้ำผลไม้

o  กินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง

-    ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 – 5 ครั้ง โดยผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาเป็นเวลานาน ถ้าเริ่มออกกำลังกายควรปรึกษาแพทย์ก่อน

-    ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรลดน้ำหนักลง

-     รักษาด้วยยาเม็ดลดระดับน้ำตาล ยาฉีดที่ไม่ใช่อินซูลินหรือยาฉีดอินซูลิน โดยมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินและปรับเปลี่ยนการรักษาอย่างเหมาะสม

-    เรียนรู้โรคเบาหวานและดูแลรักษาสุขภาพตนเอง

o  ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ

o  ดูแลเท้าเป็นประจำ ตรวจเท้าด้วยตัวเองทุกวัน และตรวจเท้าโดยแพทย์ปีละครั้ง ถ้ามีแผลต้องรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

o  ตรวจตาทุกปี

o  ตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อประเมินผลการควบคุมเบาหวานด้วยตนเองที่บ้าน

o  รักษาโรคอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง


ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter




Facebook : SriphatMedicalCenter