เอดส์ป้องกันได้ ไม่ติดง่ายอย่างที่คิด

เอกสารประกอบ  

เอดส์ป้องกันได้ ไม่ติดง่ายอย่างที่คิด


พญ.ธัญญลักษณ์  วงศ์ลือชา

รหัสเอกสาร PI-IMC-007-R-00





โรคเอดส์ (Acquire immune deficiency syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (Human immunodeficiency virus) คาดว่า ปี 2560 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยประมาณ 442,127 คน รายใหม่ประมาณ 5,801 คน เฉลี่ยวันละ 16 คน และมีผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยและรู้สถานะการติดเชื้อของตัวเองประมาณร้อยละ 98 และมีผู้ที่ได้รับยาต้านไวรัสประมาณร้อยละ 70 ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว ซึ่งการติดเชื้อ เอชไอวี แบ่งเป็น 3 ระยะ

1. ระยะเฉียบพลัน เกิด 2-4 สัปดาห์หลังติดเชื้อ อาจมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่

2. ระยะสงบทางคลินิก หรือระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ เป็นระยะที่ไวรัสไม่แสดงอาการ อย่างมากคือมีอาการเพียงเล็กน้อย มักใช้เวลานานถึง 10 ปี แต่บางคนอาจน้อยกว่า 

3. ระยะเอดส์เต็มขั้น ภูมิคุ้มกันจะลดลงรวดเร็ว มีการติดเชื้อฉวยโอกาส จะมีอาการ เช่น เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย ปอดอักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ผื่นตามผิวหนัง น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว มีอาการทางระบบประสาท เป็นต้น

    แต่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีอาจไม่พัฒนาอาการจนเป็นผู้ป่วยเอดส์เต็มขั้น ซึ่งแม้จะตรวจพบที่ระยะใดก็ตาม กระบวนการรักษาโดยการกินยาต้านไวรัสในปัจจุบัน ก็สามารถฟื้นกลับมาสู่ภาวะสงบได้ และหากตรวจพบเร็วก็รักษาได้เร็วและไม่เกิดอาการติดเชื้อฉวยโอกาส และป้องกันผู้อื่นไม่ให้ติดเชื้ออีกด้วย


เชื้อเอชไอวี สามารถติดต่อกันได้ 3 ทาง ดังนี้

        1. ทางเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี โดยไม่สวมถุงยางอนามัย

        2. ทางเลือด เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

        3. จากแม่สู่ลูก โดยมีการป้องกันและให้ยาต้านเอชไอวีในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งในปี 2559 ไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่าสามารถขจัดการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูก

        หากพบว่ามีความเสี่ยงควรตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งถ้าตรวจพบเชื้อเอชไอวีต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาและกินยาต้านไวรัสเพื่อควบคุมปริมาณเชื้อไวรัสและเพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น ลดความเสี่ยงการติดเชื้อฉวยโอกาส ลดการถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้อื่น และยุติเอดส์ได้                                                

        ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทย พบว่าประมาณ ร้อยละ 90 ติดเชื้อมาจากคู่ทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งคู่ของผู้ติดเชื้อมีร้อยละ 30-50

ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะตรวจการติดเชื้อของตนเองและคู่



ประโยชน์ของการตรวจเอชไอวีพร้อมคู่    

        1. ป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีไปยังคู่

        2. เข้าถึงการบริการดูแลรักษาได้เร็ว

        3. การสื่อสารระหว่างคู่ที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือดูแลกัน รวมถึงวางแผนชีวิตร่วมกันต่อไปได้



การตรวจเอชไอวีเป็นคู่ มีการจัดบริการหลายรูปแบบ

        1. การจัดบริการตรวจพร้อมคู่ เช่น สำหรับหญิงฝากครรภ์ ตรวจก่อนแต่งงาน

        2. ตรวจหาเชื้อเอชไอวีรายบุคคลและแนะนำคู่มาตรวจด้วย ทั้งสามีภรรยา คู่ชายหญิง และคู่เพศสัมพันธ์เพศเดียวกัน

        3. หากพบว่าคู่ไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี จะได้รับคำปรึกษาเพื่อป้องกัน มีหลายวิธี เช่น ใช้ถุงยางอนามัย การได้รับยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันก่อนสัมผัส (PrEP) และหากตรวจพบการติดเชื้อจะได้รับการรักษาโดยเร็ว


“ ตรวจเร็ว รักษาเร็ว ยุติเอดส์ : รักคู่ ตรวจพร้อมคู่ เราทั้งคู่ปลอดภัย ”

            ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง สามารถเข้ารับการปรึกษาและตรวจหาเชื้อเอชไอวี

เพียงใช้บัตรประชาชน เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี ได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง

ที่โรงพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพทุกแห่ง เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี

สามารถรับบริการปรึกษาและตรวจหาเชื้อเอชไอวีได้ โดยไม่ต้องขอคำยินยอมจากผู้ปกครอง



           เปิดใจ เข้าใจเอชไอวี เราเป็นเพื่อนกันได้

    สังคมในปัจจุบัน ยังมีความเข้าใจผิดต่อการใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี  ส่งผลให้เกิดความกลัว และเลือกปฏิบัติ ซึ่งเชื้อเอชไอวี ไม่ได้ติดกันง่ายๆ และด้วยความก้าวหน้าของการดูแลรักษาในปัจจุบัน ผู้มีเชื้อเอชไอวีจึงมีสุขภาพแข็งแรง และถึงมีเชื้อเอชไอวี ยังเป็นเพื่อนกันได้ พวกเขาสามารถเรียน ทำงาน ประกอบอาชีพต่างๆ ได้เหมือนคนอื่นๆ






        ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยเป้าหมายหลักๆ คือ ลดผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ลดการรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติ นอกจากการเพิ่มมาตรการและประสิทธิภาพการตรวจป้องกันรักษาแล้ว ประชาชนก็มีส่วนช่วยในการยุติปัญหาเอดส์ได้ โดยทำความเข้าใจ สามารถอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ และช่วยเป็นกำลังใจในการใช้ชีวิตและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเชื้อเอชไอวีสามารถติดได้เพียง 3 ทางเท่านั้น คือ ทางเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทางเลือดหรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก และเอชไอวีไม่ได้ติดต่อได้ดังต่อไปนี้ เช่น การอยู่บ้านหรือที่ทำงานเดียวกัน การรับประทานอาหารด้วยกัน การพูดคุย สัมผัส โอบกอด การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การว่ายน้ำในสระเดียวกัน การถูกยุงหรือแมลงกัด


การปฏิบัติตัวของเพื่อนหรือครอบครัวของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ติดเชื้อเอชไอวี

        1. พูดคุย สัมผัส โอบกอด ว่ายน้ำ และทำกิจวัตรประจำวันร่วมกันได้ตามปกติ

        2. รับประทานอาหารร่วมกันได้ตามปกติ ควรเป็นอาหารปรุงสุกใหม่และใช้ช้อนกลาง เพื่อสุขอนามัยที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป

        3. ล้างมือก่อนเตรียมอาหาร รับประทานอาหาร หรือหลังสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อเอชไอว

        4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี เช่น เลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่งจากช่องคลอด น้ำอสุจ

        5. หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน เข็ม หรือของใช้ส่วนตัวเช่น แปรงสีฟั

        6. โดยทั่วไปเสื้อผ้าสามารถซักร่วมกันได้ แต่ผ้าที่เปื้อนสารคัดหลั่งควรแยกซั

        7. ใช้ห้องน้ำร่วมกันได

        9. ผู้ติดเชื้อสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้โดยให้สวมถุงยางอนามัย และหากต้องการมีบุตรแนะนำปรึกษาแพทย์เพิ่มเติ

        10. ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ แต่ควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกับคนทั่วไป


เอกสารอ้างอิง : แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี 2560 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

หากมีข้อสอบถามหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ 

คลินิกอายุรกรรมโรคติดเชื้อ ชั้น 13 โทรศัพท์ 0-5393-6909-10 และ 

คลินิกสูตินรีเวช ชั้น 13 โทรศัพท์ 0-5393-6830

ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2562


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter