อาหารไม่ย่อย

เอกสารประกอบ  

อ.นพ.ชัยวรรธน์ ประดิษฐ์ทองงาม

อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและโรคตับ

รหัสเอกสาร PI-GI_IMC-010-R-00


    ภาวะอาหารไม่ย่อย (Dyspepsia) หมายถึง อาการปวดหรือไม่สบายท้องบริเวณช่องท้องส่วนบน ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โดยมีอาการเหล่านี้ คือ

    1. ปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่

    2. แสบร้อนท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ โดยไม่ร้าวขึ้นไปบริเวณหน้าอก

    3. แน่นหรืออึดอัดท้องหลังมื้ออาหาร คือความรู้สึกไม่สบายเหมือนกับว่าอาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานผิดปกติ

    4. รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ คือความรู้สึกว่ากระเพาะเต็มเร็วผิดปกติหลังจากเริ่มทานอาหาร ทั้งที่ปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปน้อย และทำให้ไม่สามารถทานอาหารปริมาณปกติที่เคยทานได้หมด

ผู้ป่วยที่มีภาวะอาหารไม่ย่อยบางรายอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร เรอ คลื่นไส้อาเจียน รู้สึกมีลมแน่นบริเวณลิ้นปี่ หรืออาจมีอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนหน้าอกนานๆครั้งได้ แต่ไม่ใช่อาการเด่น

สาเหตุของภาวะอาหารไม่ย่อย

    1. ภาวะอาหารไม่ย่อยชนิดไม่มีแผล (Functional Dyspepsia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวข้างต้น แต่หลังจากตรวจค้นโรคแล้ว ไม่พบความผิดปกติหรือโรคร้ายแรงอื่นๆ เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุด และเชื่อว่าภาวะนี้อาจสัมพันธ์กับความเครียดทางจิตใจ อาหาร หรือกรรมพันธุ์

    2. แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic ulcer) พบเป็นสาเหตุของภาวะอาหารไม่ย่อยได้ประมาณ 5-10 % ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่ทานยาแก้ปวด และผู้ที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย H pylori ในกระเพาะอาหาร

    3. กรดไหลย้อน (GERD) ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะอาหารไม่ย่อย และอาจมีหรือไม่มีอาการเรอเปรี้ยว แสบร้อนหน้าอกร่วมด้วยก็ได้ พบได้ประมาณ 20%

    4. เนื้องอกบริเวณหลอดอาหารหรือในกระเพาะอาหาร พบได้น้อยกว่า 1% ของผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ปัจจัยเสี่ยงสำหรับเนื้องอกบริเวณหลอดอาหารได้แก่ เพศชาย, สูบบุหรี่, ดื่มสุรา และมีประวัติแสบร้อนหน้าอกเป็นระยะเวลานาน และปัจจัยเสี่ยงสำหรับเนื้องอกกระเพาะอาหาร ได้แก่ H. pylori infection, มีประวัติผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน, ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร และอพยพมาจากพื้นที่มีความชุกของมะเร็งกระเพาะอาหารสูง

    5) ยา มียาเป็นจำนวนมากที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร และทำให้เกิดอาการ dyspepsia ได้แก่

    ·    ยาแก้ปวด NSAIDS และaspirin

    ·    ยาปฏิชีวนะ เช่น penicillin, sulfonamide, macrolide, doxycyclinetetracycline

    ·    ยาประเภทฮอร์โมน ได้แก่ อินซูลิน,ยาลดระดับน้ำตาล,เอสโตรเจน และกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์

    ·    ยาที่มีฤทธิ์ต่อหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ Digoxin, Calcium channel blockers

    ·    โปแตสเซี่ยม

    ·    ยาที่มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูก เช่น alendronate

    ·     ยาขยายหลอดลม ได้แก่ theophylline

    6)  โรคระบบทางเดินน้ำดีและตับอ่อน เช่น นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคตับอ่อนอักเสบ ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะอาหารไม่ย่อยได้


ผู้ป่วยรายใดบ้างที่ควรได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น

    1.    ผู้ป่วยที่มีสัญญาณอันตราย ได้แก่

    ·    มีอาการกลืนลำบาก

    ·    มีประวัติหรือหลักฐานว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนเป็นเลือด, ถ่ายอุจจาระสีดำ หรือมีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก

    ·    น้ำหนักลดโดยไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้

    ·    มีอาการอาเจียนต่อเนื่อง

    2.    ผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป

    3.    ผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำบ่อยๆ หลังจากให้การรักษาด้วยยาแบบครอบคลุม


การรักษาผู้ที่มีภาวะอาหารไม่ย่อย

        กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการเตือนดังกล่าวข้างต้นและได้รับการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้นและพบสาเหตุหรือโรคต่างๆ ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคนั้นๆ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณอันตราย หรือตรวจส่องกล้องแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ และได้รับการวินิจฉัยเป็นภาวะอาหารไม่ย่อยชนิดไม่มีแผล (Functional Dyspepsia) แนวทางการรักษาควรเริ่มด้วยการให้คำแนะนำเรื่องอาหารและการปฏิบัติตัว ดังนี้

    1หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่ทำให้อาการกำเริบ เช่น อาหารเผ็ด รสจัด ของหมักดอง น้ำอัดลม กาแฟ โกโก้ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

    2. งดหรือลดการสูบบุหรี่

    ถ้ามีน้ำหนักเกินควรพยายามลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อาจช่วยลดอาการจุกแน่นหลังอาหาร และอาการคล้ายกรดไหลย้อนได้

     ควรหลีกเลี่ยงการใส่กางเกง กระโปรง หรือคาดเข็มขัดที่รัดแน่นเกินไป

     ไม่ควรเข้านอนทันทีหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ ควรรออย่างน้อย 2- 3 ชั่วโมง

    ออกกำลังกายแบบแอโรบิคอย่างสม่ำเสมอ 20-40 นาทีต่อครั้ง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังทานอาหาร

หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาให้ยาแบบครอบคลุม (Empirical Treatment) ด้วยยาที่ออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด หรือยากลุ่ม Prokinetics โดยอาจเลือกใช้ยาลดการหลั่งกรด หากอาการปวดท้องหรือแสบท้องเป็นอาการเด่น และใช้ยากลุ่ม Prokinetics หากอาการแน่นหลังทานอาหาร หรืออาการอิ่มเร็วเป็นอาการเด่น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดหรือแสบท้อง และแน่นท้องรุนแรงใกล้เคียงกัน อาจพิจารณาให้ยาทั้งสองกลุ่มร่วมกันได้


เอกสารอ้างอิง

Feldman, Mark. Sleisenger and Fordtran’s Gastrointestinal and liver disease.10th edition; Philadelphia: Elsevier Saunders, 2016

สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย. Guideline for management of dyspepsia and H pylori 2010.  กรุงเทพฯ: กรุงเทพเวชสาร, 2553. 


ข้อมูลอัพเดตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter




Facebook : SriphatMedicalCenter