พักตับก่อนเข้าพรรษา ลดความเสี่ยงโรคตับแข็ง

ศ.เกียรติคุณ นพ.กำพล กลั่นกลิ่น

อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ

 

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2496

“ ในการดำรงตนในภายหน้านั้น ท่านจะต้องประพฤติให้ดีให้เหมาะสมแก่ฐานะ รู้จักผิดและชอบประกอบอาชีพโดยสัมมาอาชีวะ ไม่เสเพล และ ไม่ปล่อยตนให้เป็นทาสแห่งอบายมุขต่างๆ ดังนี้แล้ว ท่านก็จะสามารถเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง และครอบครัวของท่าน และจะเป็นที่นับถือของบุคคลอื่น 

การดื่มสุราถือเป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง และเป็นข้อบัญญัติในการสมาทานศีล 5 ของพระพุทธ ศาสนาข้อที่ 5 แต่กระนั้นก็ดี ประชากรไทยซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และอยากจะใส่พระพุทธ ศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญให้เป็นศาสนาประจำชาติไทยด้วยซ้ำ แต่ปรากฏจากสถิติการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในคนไทยที่มีอายุเกิน 15 ปีขึ้นไป ใน พ.ศ.2557 ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 17.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32.3 หรือราว 1 ใน 3 ของประเทศ ถ้าจำแนกออกเป็นแต่ละภาค ปรากฏว่าภาคเหนือดื่มกันร้อยละ 39.2 หรือจำนวน 3.7 ล้านคน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 37 หรือ 5.5 ล้านคน ภาคใต้ร้อยละ 20.2 หรือ 1.4 ล้านคน ภาคกลาง(ไม่รวม กทม.) ร้อยละ 30.2 หรือ 4.8 ล้านคน กทม. ร้อยละ 30.3 หรือ 2.2 ล้านคน

ต้นทุนทางสังคมจากแอลกอฮอล์ใน พ.ศ. 2554 เฉพาะค่ารักษาพยาบาล 7,279,126,781 บาท ถ้ารวมค่าใช้จ่ายที่เกิดจากพิษและภัยของแอลกอฮอล์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (เช่น การตายจากวัยอันสมควรและการขาดงาน) มีมูลค่ามหาศาล คิดเป็นตัวเลขถึง 89,797,233,270 บาท

นักดื่มทั้งหลายควรได้ตระหนักถึงพิษและภัยของแอลกอฮอล์ ที่ผสมอยู่ในรูปของสุรา เบียร์ บรั่นดี แชมเปญ ไวน์  น้ำตาลเมา กระแช่ อุ สาโท ไวน์คูเลอร์ ฯลฯ ซึ่งมีบรรจุภัณฑ์และสีสันชวนดื่ม รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อทั้งหลาย ชักชวนให้เยาวชนไทยหันมาดื่มสุรากันมากขึ้น แม้ว่าทางรัฐจะห้ามการโฆษณาแล้วก็ตาม

ในที่นี้จะขอกล่าวว่าทำไมถึงต้องพักตับก่อนเข้าพรรษา ลดความเสี่ยงโรคตับแข็ง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะประชากรไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เมื่อถึงเทศกาลเข้าพรรษาตั้งแต่ต้นกรกฎาคมถึงตุลาคม เป็นเวลา 3 เดือน ไทยพุทธบางส่วนก็จะงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สร้างกุศลให้กับตนเองและครอบครัว (ลดอุบัติเหตุ ภัยพิบัติทางจราจร โรคภัยไข้เจ็บจากพิษของแอลกอฮอล์ การขาดงาน และ ประหยัดเงิน) แต่ได้กุศลแค่ช่วง 3 เดือน อีก 9 เดือนที่เหลือปฏิบัติเหมือนเดิม ประโยชน์หรือบุญกุศลที่ได้มันน้อยเกินไป เราควรจะพักเอาแค่พักตับนะครับ ในช่วงก่อนเข้าพรรษา 9 เดือนจะดีกว่าไหม?

โรคตับจากการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังในอันดับต้นๆ ทั่วโลกซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะตับแข็ง และ มะเร็งตับได้ ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรังจากแอลกอฮอล์ ผู้ดื่มเกินวันละ 30 กรัม จะมีความเสี่ยง ผู้ชายถ้าดื่มวันละ 30-60 กรัม หรือมากกว่านี้ และดื่มนานติดต่อกันเกิน 10 ปี จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็ง ส่วนผู้หญิงถ้าดื่มมากกว่าวันละ 20 กรัม ก็จะเกิดตับแข็งได้ (เบียร์ 1 ขวด ไวน์ 120 มล. , 30 ml ของสุราเข้มข้น 80% มีปริมาณแอลกอฮอล์ 12 กรัม)

ปัจจัยที่ทำให้เกิดตับแข็งนอกจากเพศแล้วก็จะมีพันธุกรรม และ โรคที่เป็นอยู่แล้ว เช่น อ้วน สูบบุหรี่ ตับอักเสบจากไวรัสบีและซี การขาดอาหาร และ ฯลฯ ก็จำทำให้เกิดตับแข็งได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งถ้าไม่ตายด้วยโรคตับแข็ง มะเร็งตับก็จะตามมาอีก

ผลของการดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดโทษต่อตับดังนี้

เซลล์ตับมีไขมันและตับอักเสบจากพิษของแอลกอฮอล์เป็นกลุ่มอาการทางคลินิก ที่พบในผู้ป่วยที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากและยาวนาน อาการที่สังเกตได้ก็คือ อาการดีซ่าน ท้องอืดปวดท้อง มีไข้ หรือไม่มีก็ได้ ในรายที่รุนแรงอาจจะมีอาการมานน้ำ อาเจียนเป็นโลหิต สติเลอะเลือน ปัสสาวะออกน้อย ฯลฯ

การพยากรณ์โรคก็ไม่ดี มีอัตราการเสียชีวิตถึงร้อยละ 60 ใน 4 ปี น่ากลัวนะครับ การรักษาไม่ง่ายนะครับ ต้องใช้เวลาในการรักษาเป็นสัปดาห์ถึงแรมเดือนในบางราย และต้องหยุดดื่มทันทีเมื่อเริ่มมีอาการดังกล่าว หลายรายต้องให้การบำบัดรักษาด้วยอาการประสาทหลอนร่วมด้วยในช่วงแรก ค่าใช้ จ่ายในการบำบัดผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็สูงครับ ที่สำคัญคือ เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ก็มักจะกลับไปดื่มอีก ผลก็คือ เสียทั้งสุขภาพ เสียทั้งเงิน ทั้งงาน ครอบครัวขัดสนจนลง อาจแตกแยก และเสียชีวิตด้วย

ท่านคงเห็นด้วยนะครับ ว่านักดื่มทั้งหลายควรจะได้มีการพักตับให้ว่างเว้นจากการทำหน้าที่ทำลายพิษของแอลกอฮอล์ที่ดื่มเข้าไป จนตับเกิดการสะสมไขมันและอักเสบ โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าพรรษา เพื่อเป็นการพักตับและลดความเสี่ยงโรคตับแข็ง