ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากหนังสือการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยคณะทำงานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดและทีมสหสาขาวิชาชีพ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-172-R-00

 


การออกกำลังกายมีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป และมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีปัญหาในการเริ่มต้นการออกกำลังกาย เช่น กลัวว่าออกกำลังกายแล้วจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย รู้สึกอ่อนเพลียง่ายจึงไม่อยากออกกำลังกาย หรืออยากออกกำลังกายแต่ไม่ทราบว่าควรเริ่มต้นอย่างไร หากผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าด้วยเรื่องของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง จะทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการออกกำลังกายได้

 

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

 

. ช่วย ลดผลข้างเคียง จากการรักษามะเร็ง (เช่น อาการอ่อนเพลีย ปวด กล้ามเนื้อลีบ ฯลฯ)

 

. ช่วย เพิ่มคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยมะเร็ง (เช่น ลดความเครียด ลดความกังวล ลดโรคซึมเศร้า ฯลฯ)

 

. ช่วยทำให้ผู้ป่วยมะเร็ง มีความมั่นใจในตัวเอง และรู้สึกดีกับตัวเอง มากขึ้นได้

 

. (มีแนวโน้ม) ช่วย เพิ่มอัตราการรอดชีวิต ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม

 

. (มีแนวโน้ม) ช่วย เพิ่มอัตราการรอดชีวิตและลดการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้

 

การประเมินตนเองก่อนออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

          หากมีภาวะดังต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

1. โรคหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ กำลังได้รับยาโรคหัวใจ และโรคหัวใจที่แพทย์เคยแนะนำว่า ควรออกกำลังกายภายใต้คำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น

2. มีอาการเจ็บอกในขณะที่อยู่เฉยๆหรือในขณะออกกำลังกาย

3. มีความดันโลหิตสูง กำลังได้รับยาลดความดัน หรือความดันโลหิตต่ำจนทำให้หน้ามืดเวลาเปลี่ยนท่าทาง

4. เวียนศีรษะ สูญเสียการทางตัว หรือเคยมีประวัติหมดสติ

5. มีปัญหาด้านกระดูกและข้อ ที่มีอาการแย่ลงเมื่อออกกำลังกาย หรือเป็นโรคมะเร็งลามไปที่กระดูก

6. ก้อนมะเร็งกดเบียดหลอดเลือด ไขสันหลัง ลำไส้ หรือกระเพาะปัสสาวะ

7. มีน้ำในช่องอก ช่องท้อง ช่องหัวใจ ที่ทำให้เหนื่อยง่ายหรือเคลื่อนไหวลำบาก

8. มีระดับของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด ต่ำกว่าปกติ

9. มีภาวะติดเชื้อ เช่น มีไข้ หนาวสั่นหรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น

10. มีระดับเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ

11. เหตุผลอื่นๆที่ทำให้สงสัยว่าไม่ควรจะออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย

 

หลักการออกกำลังกายในผู้ป่วยมะเร็ง

. หลังการรักษามะเร็ง ร่างกายต้องใช้เวลาพักฟื้น สักช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาออกกำลังกายจนแข็งแรงเท่าเดิมได้

 

. เริ่มต้นอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป แต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายอย่างหักโหมทันที จะทำให้ร่างกายเครียดและอ่อนล้าโดยไม่จำเป็น

 

. ออกกำลังกาย เท่าที่รู้สึกว่าตัวเอง ไหว

 

. ระหว่างวัน พยายาม หลีกเลี่ยงการนั่งหรือนอนเฉยๆ เป็นเวลานานๆ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม้ว่าผู้ป่วยจะออกกกำลังกายทุกวันก็ตาม

 

. ให้พยายาม ออกกำลังกายอะไรก็ได้แม้เล็กน้อย ยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ดีกว่าไม่ออกกำลังกายเลย

 

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายในผู้ป่วยมะเร็ง

 

-ด้านภูมิคุ้มกัน

          ผู้ป่วยที่ยังอยู่ในช่วงรับการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะหลังผ่าตัดหรือระหว่างการได้รับยาเคมีบำบัด มักมีภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ควรรักษาความสะอาดให้ดี หากเกิดการติดเชื้ออาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

          ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่ชุมชน ที่พลุกพล่าน ควรเลือกสถานที่ออกกำลังกายที่สะอาด และควรล้างมือบ่อยๆ หากมีไข้หรือหนาวสั่น ควรงดออกกำลังกายและปรึกษาแพทย์

 

-ด้านระบบประสาท

          หากเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ อาจมีอาการชาปลายมือปลายเท้า อาจเกิดแผลทั้งที่ไม่รู้สึกเจ็บ ให้หมั่นตรวจดูมือเท้าบ่อยๆ

          หากระบบประสาทการทรงตัวผิดปกติ อาจสูญเสียการทรงตัวและหกล้มได้ง่าย ควรเพิ่มความระมัดระวังระหว่างการออกกำลังกาย และแนะนำให้ฝึกกายภาพเรื่องการทรงตัว

 

-ด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ

 

          ภาวะกระดูกพรุนในผู้ป่วยมะเร็ง เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากมะเร็งลามไปกระดูก อาจเกิดจากการฉายรังสีที่กระดูก การได้รับยาสเตียรอยด์ระหว่างการรักษามะเร็ง กระดูกบางจากการที่ผู้ป่วยไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือได้รับการรักษามะเร็งด้วยยาต้านฮอร์โมนเพศ เช่น การได้ยาต้านฮอร์โมนในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

- ควรระมัดระวังการหกล้มระหว่างการออกกำลังกาย

- ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก และยกของในท่าที่ถูกต้อง

- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกระทบกระแทก หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดการบิดกระดูกส่วนนั้นอย่างรวดเร็ว

 

          ภาวะกล้ามเนื้อลีบ ป้องกันได้โดยพยายามบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบและอาการอ่อนแรง ที่เกิดจากการไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อนั้นเป็นเวลานานๆ

 

          ภาวะบวมน้ำเหลือง ที่พบได้บ่อย คือ แขนบวมน้ำเหลืองหลังการรักษามะเร็งเต้านม

- สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในท่าที่มีการห้อยแขนข้างที่มีอาการเป็นเวลานานๆ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการขยับแขนข้างนั้นซ้ำๆ เช่น การกวาดบ้าน/ถูบ้าน ตีแบดมินตัน ว่ายน้ำ เป็นต้น หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกแขนข้างนั้น และไม่ควรออกกำลังกายหักโหม

- หลีกเลี่ยงการใส่ชุดออกกำลังกายที่รัดต้นแขนแน่น รวมถึงน้ำหนักกดทับบริเวณต้นแขน

- ภาวะบวมน้ำเหลืองเพิ่มโอกาสการติดเชื้อ ดังนั้นควรระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลที่แขนข้างนั้นระหว่างการออกกำลังกาย

 

 

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่รู้สึกไม่ค่อยอยากเริ่มออกกำลังกาย

. เลือกชนิดการออกกำลังกายที่ชอบ จะทำให้สามารถออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ แต่ควรสับเปลี่ยนชนิดออกกำลังกายบ้าง เพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ

. ฟังเพลงที่ชอบระหว่างการออกกำลังกาย ทำให้มีความสุขกับการออกกำลังกายมากขึ้น

. มีเพื่อนร่วมออกกำลังกาย จะทำให้ออกกำลังกายได้สม่ำเสมอมากขึ้น

. เลือกออกกำลังกายในช่วงที่รู้สึกสดชื่นมากที่สุดของวัน โดยเริ่มออกกำลังกายเบาๆ ช่วงสั้นๆ ก่อนในช่วงแรก

. จดบันทึกการออกกำลังกายในแต่ละวัน จะทำให้มีแรงจูงใจมากขึ้นในการออกกำลังกาย เช่น ยกขาได้กี่ครั้ง เดินได้กี่นาที เป็นระยะทางเท่าไร และควรจดระดับความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายแต่ละประเภท แต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละคน

. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมงต่อวัน และควรดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม

 

เทคนิค 5 ขั้นตอน สู่การเริ่มต้นการออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน

1. มีเหตุผลที่ชัดเจน ว่าทำไมถึงอยากออกกำลังกาย และทบทวนบ่อยๆ

2. ตั้งเป้าหมายแรก ให้เป็นเป้าหมายที่ทำได้ง่าย ทำได้จริง เพื่อกำลังใจในการพัฒนาสู่เป้าหมายต่อไป

3. มองหากิจกรรมที่ช่วยเพิ่มการออกกำลังกายในวิถีของชีวิตประจำวัน เพื่อจะได้ทำได้ทุกวัน

4. พยายามอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่รักการออกกำลังกาย อยู่ในบรรยากาศของความกระปรี้กระเปร่า

5. ค่อยๆเพิ่มการออกกกำลังกายทีละเล็กน้อย ตามกำลังของตนเอง จะทำให้ออกกำลังกายได้สม่ำเสมอมากกว่า

 

หลังจากผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ การเริ่มต้นออกกำลังกายในชีวิตจริง หากพบปัญหาควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน และกลับมาออกกำลังกายต่อไป โดยยึดหลักสำคัญคือค่อยเป็นค่อยไป แต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ


Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter