การจัดการกับผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

ข้อมูลจากหนังสือการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยคณะทำงานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดและทีมสหสาขาวิชาชีพ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-172-R-00

 


การกดการทำงานของไขกระดูก

ไขกระดูกเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด ยาเคมีบำบัดส่งผลต่อเซลล์ไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดมีจำนวนน้อยลง ดังนั้นต้องทำการตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนให้ยาเคมีบำบัดทุกครั้ง ยกเว้นการให้ยาบางชนิดที่ไม่มีผลกดการทำงานของไขกระดูก เช่น Vincristine Bleomycin หรือยามุ่งเป้าบางชนิด เช่น Trastuzumab (Herceptin®) อาจจะไม่ต้องเจาะเลือดประเมินก่อนให้ยา

 

เม็ดเลือดแดง

           มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย หากเม็ดเลือดแดงต่ำ จะทำให้ซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมได้ง่าย หากมีอาการดังกล่าว สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากปริมาณเม็ดเลือดแดงต่ำมากๆ อาจพิจารณาให้เลือดได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ควรกินอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนสูง กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดง ตับ ผักใบเขียว เป็นต้น นอกจากนั้น ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทำงานและออกกำลังกายเบาๆ เท่าที่สามารถทำได้

 

เม็ดเลือดขาว

          มีหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยปกติเม็ดเลือดขาวจะต่ำลงตั้งแต่ 2 - 3 วันหลังได้รับยาเคมีบำบัด และจะต่ำมากที่สุดใน 7 - 14 วัน หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นจนกลับมาสู่ภาวะปกติภายใน 21 - 28 วันหลังได้รับเคมีบำบัด การที่เม็ดเลือดขาวต่ำจะทำให้มีการติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงกว่าคนทั่วไป อาการที่ต้องสงสัยว่ามีการติดเชื้อ ได้แก่ มีไข้ (ใช้ปรอทวัดอุณหภูมิของร่างกายแล้วสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส) ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ เยื่อบุปากอักเสบหรือมีฝ้าขาวในปาก (แสดงถึงการติดเชื้อรา) มีผิวหนังที่บวม แดง ร้อน มีหนอง หรือแผลอักเสบ มีถ่ายเหลว อุจจาระมีมูกเลือด ปัสสาวะแสบขัด หรือขุ่น หากมีอาการเหล่านี้ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม หรือสามารถเข้ารับการตรวจประเมินเบื้องต้นที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่าท่านได้รับยาเคมีบำบัดครั้งล่าสุดมาเมื่อวันที่เท่าไหร่ แพทย์จะได้ทำการตรวจเลือดเพิ่มเติม หากตรวจพบว่าเม็ดเลือดขาวต่ำ ควรจะได้รับการฉีดยาปฏิชีวนะ และพิจารณาให้ยาฉีดกระตุ้นเม็ดเลือดขาว

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          การรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ ผู้ป่วยควรล้างมือก่อนและหลังกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ กินอาหารที่สุกสะอาด ปรุงใหม่ๆ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูงเพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เช่น ไข่ขาว เต้าหู้ เนื้อปลา หมู ไก่ เป็นต้น หลีกเลี่ยงผักสดและผลไม้เปลือกบาง หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคติดเชื้ออื่นๆ เช่น คนเป็นหวัด วัณโรค อีสุกอีใส หลีกเลี่ยงการเล่นและสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน หากจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

 

เกล็ดเลือด

          มีหน้าที่ช่วยในกระบวนการแข็งตัวของเลือด หากมีปริมาณเกล็ดเลือดน้อยลงจะเสี่ยงต่อเลือดออกง่าย หยุดยาก แม้จะถูกกระแทกหรือมีบาดแผลเพียงเล็กน้อย อาการแสดงเมื่อมีเกล็ดเลือดต่ำ ได้แก่ การมีจุดจ้ำเลือดตามผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน อาจปวดศีรษะอย่างรุนแรงถ้ามีเลือดออกในสมอง ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าจะมีเกล็ดเลือดต่ำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน หากมีเกล็ดเลือดต่ำมาก และ/หรือมีเลือดออกที่อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์จะพิจารณาให้เกล็ดเลือดเข้มข้น

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้ร่างกายกระทบกระแทกหรือหกล้ม มีแผล แปรงฟันด้วยแปรงขนนุ่ม ระวังการใช้ของมีคมต่างๆ รวมถึงมีดโกนหนวดด้วย ห้ามฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อในกรณีที่มีเกล็ดเลือดต่ำ

 

คลื่นไส้อาเจียน

อาการคลื่นไส้อาเจียนเกิดจากยาเคมีบำบัดไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมองและกระเพาะอาหาร ความรุนแรงของอาการจะมากหรือน้อยขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดที่ได้ ปริมาณยา ประสบการณ์และทัศนคติของแต่ละคน ผู้ป่วยบางรายมีความวิตกกังวลสูง อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากกว่าปกติ ในบางรายอาจมีอาการอาเจียนก่อนการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะจิตใจโดยตรง ดังนั้น ควรทำใจให้สบาย มีทัศนคติที่ดีและเชื่อมั่นต่อการรักษา ในปัจจุบันนี้มียาแก้อาเจียนกลุ่มใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพดี หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมาก ให้แจ้งแพทย์ผู้รักษาเพื่อทำการปรับเปลี่ยนยาแก้อาเจียนก่อนการให้ยาครั้งต่อไป หากมีอาการอาเจียนติดด่อกันตลอด กินอาหารหรือน้ำไม่ได้เลย แม้กินยาแก้อาเจียนแล้วก็ตามควรรีบกลับไปพบแพทย์

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ควรกินยาแก้อาเจียนตามแพทย์สั่งเพื่อป้องกันการอาเจียน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตรที่ทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้มาก เน้นกินอาหารอ่อนย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารที่มีกลิ่นฉุนและทอดด้วยน้ำมัน อาจแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ โดยกินครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อลดอาการแน่นท้อง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อยู่ในที่อากาศถ่ายเท หลีกเลี่ยงเสียง มุมมอง หรือกลิ่นที่ทำให้คลื่นไส้

 

เบื่ออาหาร

อาการเบื่ออาหารเกิดจากยาเคมีบำบัดทำให้ต่อมรับรสเปลี่ยนไป ความอยากอาหารจึงลดลง โดยอาการจะเป็นอยู่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วจะดีขึ้น

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ผู้ดูแลอาจจะจัดอาหารที่ผู้ป่วยชอบกิน โดยต้องเป็นอาหารที่ปรุงสุกและสะอาดเพื่อลดการติดเชื้อ แบ่งกินทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากเป็นช่วงที่กินได้น้อยมากๆ อาจพิจารณาอาหารเสริมทางการแพทย์ ประเภทนมต่างๆ แทนได้

 

เยื่อบุช่องปากอักเสบ

ยาเคมีบำบัดบางชนิดมีผลทำลายเซลล์เยื่อบุช่องปาก ทำให้เกิดแผลในปากและลำคอ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปาก หรือกลืนเจ็บได้ อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย โดยมักมีอาการในช่วง 7 - 14 วัน หลังได้ยาเคมีบำบัด

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ควรบ้วนปากด้วยน้ำเกลือทุกครั้งหลังกินอาหาร เลือกใช้แปรงสีฟันขนนุ่ม และยาสีฟันที่มีฤทธิ์อ่อน หลีกเลี่ยงน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากจะเกิดการระคายเคืองเยื่อบุช่องปากมากขึ้น ใช้ลิปมันหรือวาสลีนทาริมฝีปากให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลือกกินอาหารอ่อน หลีก เลี่ยงอาหารรสจัด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ หากมีแผลรุนแรง กินอาหารไม่ได้ ควรพบแพทย์

 

ท้องเสีย

การฉายแสงบริเวณช่องท้องและอุ้งเชิงกราน ตลอดจนยาเคมีบำบัดบางชนิดมีผลต่อเซลล์เยื่อบุผิวของลำไส้ ทำให้ถ่ายเหลวได้บ่อยครั้ง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ได้

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ควรสังเกตลักษณะอุจจาระว่ามีมูกเลือดปนหรือไม่ หากผู้ป่วยมีเพียงอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ ไม่มีมูกเลือดปน ไม่มีไข้ สามารถรับประทานยาแก้ท้องเสีย Loperamide (Imodium®) ร่วมกับการกินอาหารอ่อนกากใยน้อยและน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไปกับอุจจาระ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นกรด มีรสเปรี้ยว อาหารมัน นม อาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี น้ำอัดลม เป็นต้น หากได้ปฏิบัติตัวตามข้อแนะนำข้างต้นแล้ว ยังมีอาการถ่ายเหลวมากกว่า 7 ครั้งต่อวัน ให้รีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

 

ท้องผูก

ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้ท้องผูกได้ เช่น ยาแก้ปวดมอร์ฟีน ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน เช่น Ondansetron วิตามิน เช่น ธาตุเหล็กและแคลเซียม ยาคลายเครียดและยาต้านอาการซึมเศร้า หรือยาเคมีบำบัดบางชนิด เช่น Vincristine Vinblastine เป็นต้น รวมถึงการกินอาหารที่มีกากใยน้อย ดื่มน้ำน้อย นอนนานๆ ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ ในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีผลข้างเคียงทำให้เกิดท้องผูก แพทย์อาจให้ยาระบายเพื่อป้องกันอาการท้องผูก

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ดื่มน้ำและกินอาหารที่มีกากใยสูงให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก ออกกำลังกายเบาๆ เท่าที่สามารถทำได้ กินยาระบายตามแพทย์สั่ง

 

ผมร่วง

ผมและขนอาจหลุดร่วงได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณยา และวิธีการให้ยาเคมีบำบัด ยาบางชนิดไม่ทำให้ผมร่วงเลย บางชนิดอาจทำให้ผมร่วงเพียงเล็กน้อย แต่ยาบางตัวทำให้ผมร่วงจนหมดศีรษะ โดยอาการผมร่วงจะเกิดภายหลังได้ยาเคมีบำบัดประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ โดยจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ผมจะสามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตามปกติใน 4 - 6 สัปดาห์หลังหยุดยาเคมีบำบัดไป โดยผมที่งอกมาใหม่ อาจมีสีและลักษณะเปลี่ยนแปลงจากเดิมได้
การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

ใช้แชมพูที่มีฤทธิ์เป็นกลางเพื่อลดการระคายเคืองของหนังศีรษะ เลือกหมวก วิก ผ้าโพกหัว ผ้าคลุมผม ตามที่ชอบและเหมาะสม ไม่ควรย้อมหรือดัดผมหลังจากผมขึ้นใหม่ๆ ควรทำหลังหยุดยาเคมีบำบัดไปแล้ว 6 เดือน

 

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เล็บ

อาการทางผิวหนังเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับชนิดของยาเคมีบำบัดและยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่


-ผิวหนังดำคล้ำ เล็บสีคล้ำขึ้น

เกิดจากการระคายเคืองของยาต่อหลอดเลือดดำ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ แต่อาจส่งผลต่อความสวยงามของผู้ป่วย สีของผิวหนังอาจคล้ำมากขึ้นถ้าถูกแสงแดด ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ โดยผิวหนังและเล็บที่ดำคล้ำจะค่อยๆ จางลงหลังจากหยุดยาเคมีบำบัดไปแล้ว


-ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า อักเสบ (Hand-Foot syndrome)

เกิดจากยาไปทำลายเซลล์ชั้นเยื่อบุผิวหนัง โดยพบได้บ่อยในผู้ที่ใช้ยาดังต่อไปนี้ Capecitabine (Xeloda®, Intacape®), Doxorubicin, Sunitinib (Sutent®), Sorafenib (Nexavar®) โดยมีอาการตั้งแต่ระดับไม่รุนแรง ได้แก่ บวม แดง ตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือเป็นรุนแรงมากจนผิวหนังหลุดลอก เป็นตุ่มน้ำ เจ็บเมื่อสัมผัสสิ่งของ หรือเจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน ดังนั้นควรสังเกตผิวหนังอยู่เสมอ รักษาความชุ่มชื่นของมือและเท้าโดยการทาโลชั่น และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีต่างๆ ตลอดจนไม่ล้างมือบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้น หากมีอาการรุนแรงมากควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อจะได้ปรับขนาดยาให้เหมาะสม หรือหยุดยาชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น


-ผิวแห้ง มีผื่นบริเวณใบหน้า คอ อก และหลัง

พบได้บ่อยในผู้ที่ได้รับยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า เช่น Cetuximab (Erbitux®), Erlotinib(Tarceva®), Gefitinib (Iressa®) เป็นต้น โดยยาจะทำให้ผิวแห้ง คัน มีผื่นลักษณะคล้ายตุ่มสิว มีการอักเสบของเล็บมือเล็บเท้าได้ ผู้ป่วยควรทาครีมหรือโลชั่นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ ดูแลความสะอาดของเล็บมือเล็บเท้า เช็ดให้แห้ง ตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ หากมีอาการดังกล่าวมากๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินให้การรักษาเพิ่มเติม และปรับเปลี่ยนขนาดของยาต้านมะเร็งที่ใช้ในการรักษาต่อไป

 

ผลต่อระบบประสาท

ยาเคมีบำบัดบางชนิด เช่น Oxaliplatin Cisplatin Paclitaxel Docetaxel มีผลข้างเคียงต่อระบบประสาท โดยเฉพาะเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการคล้ายเหน็บชาที่ปลายมือปลายเท้า หากเป็นมากอาจส่งผลต่อการทำงานที่ซับซ้อนของมือ เท้า และนิ้ว เช่น ติดกระดุมลำบาก เขียนหนังสือไม่ได้ เดินเซ ใส่รองเท้าแตะแล้วรองเท้าหลุดได้ง่าย หากผลดังกล่าวเกิดกับเส้นประสาทหูจะทำให้การได้ยินลดลงได้ อาการส่วนใหญ่เกิดได้ตั้งแต่ได้รับยาครั้งแรก และอาการอาจเป็นมากขึ้นหลังจากได้รับยารอบถัดๆ ไป ตามปริมาณยาสะสมที่สูงขึ้น แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากหยุดยาเคมีบำบัดแล้ว 6 - 12เดือน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

          ระมัดระวังอุบัติเหตุ ตลอดจนการใช้ของมีคม เนื่องจากการรับความรู้สึกที่ลดลง จะทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย หากมีอาการเดินเซ อาจต้องใช้ไม้เท้าช่วยเวลายืน เดิน หากอาการเป็นมากควรแจ้งให้แพทย์ทราบ

 

ผลต่อระบบสืบพันธุ์

ในผู้หญิงการได้รับยาเคมีบำบัดอาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเป็นหมันชั่วคราวหรือถาวรได้ ส่วนในผู้ชาย ยาเคมีบำบัดมีผลต่อการผลิดอสุจิ อาจทำให้เป็นหมันชั่วคราวหรือถาวรได้เช่นกัน หากผู้ป่วยอายุน้อยและวางแผนจะมีบุตรในอนาคต สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อทำการเก็บอสุจิไว้ในธนาคารอสุจิก่อนการรักษา เพื่อนำมาผสมเทียมในภายหลังได้

ผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ระหว่างที่ได้รับยาเคมีบำบัดสามารถมีเพศสัมพันธ์กับสามี/ภรรยาได้ตามปกติ แต่จะต้องใช้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การทำหมัน การใส่ห่วงอนามัย เป็นต้น การใช้ยาคุมกำเนิดที่มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศ เช่นยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ยาฉีดคุมกำเนิด หรือยาฝังคุมกำเนิด ต้องทำการปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากฮอร์โมนจะส่งผลต่อโรคมะเร็งบางชนิดได้ ผู้ป่วยหญิงและภรรยาของผู้ป่วยชายต้องหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์และมีบุตรในระหว่างเข้ารับการรักษา เนื่องจากยาเคมีบำบัดมีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ได้ เมื่อหยุดรักษาแล้วต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวร่วมกับสูติแพทย์ เพื่อวางแผนเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมต่อไป

 

อาการข้างเคียงดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด อาจเกิดหรือไม่เกิดกับท่านก็ได้ อาการบางอย่างมีความรุนแรงมากน้อยในแต่ละคนแตกต่างกันออกไป อย่าได้ด่วนวิตกกังวล เพียงแต่ตั้งสติ และมีความรู้ความเข้าใจเพียงพอในการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคหรือแผนการรักษา สามารถสอบถามแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนได้เสมอ


Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter