การปฏิบัติตัวระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด

ข้อมูลจากหนังสือการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยคณะทำงานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดและทีมสหสาขาวิชาชีพ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-172-R-00

 


การปฏิบัติตัวระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ในด้านทั่วไปที่สำคัญ คือ

 

ด้านสุขภาพทั่วไป และโรคประจำตัวอื่นๆ

ควรควบคุมโรคร่วมต่างๆ (ถ้ามี) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น ท่านต้องตระหนักและใส่ใจในการปฏิบัติตัวมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี และยังช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาลงได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้การดูแล คือ

-        การปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล

-        การกินยาต่างๆ ที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้องครบถ้วน

-        การพบแพทย์ตรงตามนัดเสมอ และการรีบพบแพทย์ก่อนนัด เมื่ออาการต่างๆ เลวลง มีความผิดปกติไปจากเดิม และ/หรือเมื่อกังวลในอาการ

 

ด้านอาหาร น้ำดื่ม และเครื่องดื่ม

การดูแลด้านอาหาร ควรบริโภคแต่อาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบทุกวัน เน้นอาหารบำรุงไขกระดูก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการให้ยาเคมีบำบัด เนื่องจากเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดขาวที่ช่วยลดโอกาสติดเชื้อ ซึ่งได้แก่ อาหารโปรตีน (เช่น เนื้อสัตว์ ปลา นม นมถั่วเหลือง ตับ ไข่) ผักและผลไม้ โดยผักและผลไม้จะช่วยป้องกันอาการท้องผูก ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงอาการหนึ่งจากยาเคมีบำบัด ระหว่างที่รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ท่านมักจะมีความต้านทานต่อเชื้อโรคน้อยลง จึงควรเอาใจใส่เรื่องความสะอาดให้ดี เช่น

 

-        เนื้อสัตว์ ไข่ ต้องปรุงให้สุก

-        ผลไม้ ล้างน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งและควรปอกเปลือกผลไม้ทุกชนิดให้สะอาดก่อนรับประทาน ในช่วงระหว่างการรักษา ถ้าท่านต้องการดื่มน้ำผลไม้สด 100% ให้ซื้อน้ำผลไม้ในรูปแบบกล่องพาสเจอไรซ์สำเร็จรูปมาบริโภค เพื่อความสะอาดและลดการติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้นได้จากกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน

-        ในช่วงเบื่ออาหาร ควรทานอาหารครั้งละน้อยๆ เท่าที่ทานได้ เลือกอาหารที่อยากกิน แต่กินให้บ่อยขึ้น วันละหลายๆมื้อ เช่น ทุก 2 - 3 ชั่วโมง ซึ่งอาจมีอาหารเสริมร่วมด้วย

-        ช่วงที่เจ็บปาก คอ ควรปรับอาหารเป็นอาหารอ่อน อาหารเหลว หรืออาหารน้ำ และรสจืด (ประเภทอาหารทางการแพทย์) เพื่อลดการระคายเคืองช่องปากและลำคอ

-        การดูแลด้านน้ำดื่ม ควรจิบน้ำบ่อยๆ ให้ช่องปากคอชุ่มชื้นเสมอ รวมทั้งดื่มน้ำสะอาดให้ได้มากกว่าปกติ อย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เพราะน้ำจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น ขับยาเคมีบำบัดส่วนเกินออกนอกร่างกายทางปัสสาวะ ลดโอกาสเกิดการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ และลดอาการท้องผูก จึงช่วยลดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดได้อย่างดี

-        การดูแลด้านเครื่องดื่ม ควรต้องงด/เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะจะเพิ่มโอกาสเกิดการระคายเคืองต่อช่องปากและลำคอ อาจเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร มีผลต่อการทำงานของตับ และมักเป็นสาเหตุให้ขาดอาหาร

-        จำกัดการดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีนทั้งหลาย เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะจะทำให้เกิดภาวะขาดน้ำจากการขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะ กระสับกระส่ายและนอนไม่หลับ จากมีสารกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทในเครื่องดื่มดังกล่าว

 

ด้านการพักผ่อน การออกกำลังกาย

การพักผ่อน ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยมีสุขภาพที่แข็งแรง หรือเมื่อแพทย์อนุญาต สามารถเดินทางท่องเที่ยวในระยะทางใกล้ๆ ได้ รวมทั้งการขึ้นเครื่องบิน แต่การเดินทางไม่ควรรีบร้อน พักไปเรื่อยๆ ควรหลีกเลี่ยงสถานที่แออัดเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ และควรใช้หน้ากากอนามัยเสมอ


การออกกำลังกาย ผู้ป่วยควรเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ เช่น ทำงานบ้านเบาๆ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มความอยากอาหาร ลดอาการท้องผูก ช่วยให้จิตใจแจ่มใส นอกจากนั้นควรออกกำลังกายทุกๆ วันตามที่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ซึ่งการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายที่สุด คือ การเดินอย่างน้อยวันละ 15 - 30 นาที เดินช้าๆ หรือเดินเร็วขึ้นกับสุขภาพ


 ด้านการงาน และการเรียน


เมื่อทำงาน ควรพูดคุยปรึกษาเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ผู้ป่วยสามารถปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลถึงลักษณะงานที่เหมาะสมกับโรคที่เป็น และการรักษาที่ได้รับอยู่ในขณะนั้นๆ ผู้ป่วยอาจยังสามารถทำงานบางอย่างได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเครียด/ผลเสียกับผู้ป่วย เช่น ทำงานเฉพาะงานสำคัญเพียงครึ่งวัน ทำงานที่ไม่ต้องพบกับคนจำนวนมาก ในช่วงที่รับยาเคมีบำบัด เป็นต้น แต่ถ้าอ่อนเพลียมาก ผู้ป่วยควรต้องหยุดพักงาน


เมื่อเป็นนักเรียน นักศึกษา
วิธีที่ดีที่สุด คือ พักการเรียนในปีนั้นไปเลย โดยปรึกษากับคุณครูหรืออาจารย์ แต่ถ้าผู้ป่วยรู้สึกแข็งแรงดี อาจกลับเข้าโรงเรียนเป็นครั้งคราว แต่เป็นไปเพื่อความผ่อนคลายความเครียด ความกังวลของผู้ป่วย มากกว่าการกลับไปเรียนอย่างจริงจัง ทั้งนี้จนกว่าการรักษาจะครบถ้วนแล้ว


ด้านการมีบุตร

เมื่อท่านยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ทั้งหญิงและชาย เมื่อยังไม่มีบุตรหรือต้องการมีบุตรอีกในอนาคต ควรตระหนักว่าการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะยาเคมีบำบัดและรังสีรักษา เป็นสาเหตุทำให้รังไข่หรืออสุจิหยุดทำงาน อาจจะชั่วคราวหรือถาวร ทำให้ผู้ป่วยเป็นหมันได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมีบุตรยาก นอกจากนี้ยาเคมีบำบัดยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ จึงไม่ควรตั้งครรภ์ในระหว่างที่ได้รับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยยาเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ผู้ป่วยควรคุมกำเนิดในช่วงระหว่างรับการรักษาด้วยวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูง และไม่ส่งผลกระทบต่อการรักษา เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดในสตรีที่ไม่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมน (การใช้ฮอร์โมนอาจส่งผลต่อการควบคุมโรคในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ หรือผู้ที่มีเนื้องอกในสมองบางชนิด)

          ดังนั้น ผู้ป่วยจึงควรพูดคุยปรึกษากับแพทย์ผู้ให้การรักษาในการวางแผนเรื่องการมีบุตร การคุมกำเนิด รวมถึงวิธีการที่จะเก็บไข่หรืออสุจิไว้เพื่อการมีบุตรในอนาคต ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ได้ก้าวหน้าไปมาก โอกาสตั้งครรภ์และมีทายาทสืบสกุลอาจไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป


Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter