การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด

ข้อมูลจากหนังสือการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยคณะทำงานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดและทีมสหสาขาวิชาชีพ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-172-R-00

 

เมื่อท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งหลายๆ ท่านจะนึกคิดไปต่างๆ นาๆ ตกใจบ้าง กลัวบ้าง เสียใจบ้าง หรือไม่ก็วิตกกังวล ท้อแท้สิ้นหวัง หรือเรียกรวมๆ ว่า ภาวะจิตตก” นั่นเอง และเป็นเรื่องจริงที่ว่าความรู้สึกเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เป็นไปได้ยากที่จะทุเลาเบาบาง หรือกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น การเตรียมตัวด้านจิตใจเพื่อรับมือกับมะเร็งนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ความรู้สึกต่างๆ เหล่านั้นได้ผ่อนคลาย หรืออาจจะหายไปในที่สุด เพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในปัจจุบัน ตามวิถีชีวิตของเราอย่างมีความสุข

 

การเตรียมตัวทางด้านจิตใจก่อนรับยาเคมีบำบัด มีดังนี้

 

1.   ขจัดความกลัวและความวิตกกังวลและข้อสงสัยต่างๆ

บางท่านกลัวโรคมะเร็ง กลัวความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน กลัวเสียชีวิต กลัวเครื่องมือและวิธีการตรวจวินิจฉัยโรค กลัวอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น กลัวสถานที่ภายในโรงพยาบาล รวมทั้งกลัวบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ผู้ป่วยไม่คุ้นเคย และไม่เคยทำในชีวิตประจำวัน

          วิธีขจัดความกลัว คือ ยอมรับความจริงว่าตนเองป่วยเป็นโรคมะเร็งและต้องรักษา และเมื่อมีข้อสงสัยอย่าได้เก็บไว้ในใจให้พูดคุยซักถามข้อสงสัยเหล่านั้นจากแพทย์พยาบาลและทีมผู้รักษา

 

2.เตรียมความพร้อมในครอบครัวและการงาน

ปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดเปรียบเสมือนรักษาโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจประเมิน และรักษาต่อเนื่องเป็นระยะๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ยังอยู่ในวัยทำงาน หรือผู้ป่วยสูงอายุที่ต้องการการดูแลจากคนในครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม จะต้องคิดวางแผนเรื่องการทำงาน หน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัวไว้แต่เนิ่นๆ ให้สอดคล้องกับแผนการรักษาของแพทย์ เช่น การวางแผนลาหยุดงานเพื่อมาตรวจติดตาม หรือรับยาเคมีบำบัด การเปลี่ยนแปลงลักษณะงานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายในช่วงที่เข้ารับการรักษา การหาผู้ดูแลบุตร หรือบางครอบครัวอาจต้องหาผู้ดูแลผู้ป่วยในช่วงที่มีอาการแย่ลงด้วย

 

3.ทำจิตใจให้ผ่องใสพร้อมต่อสู้กับความเครียดความวิตกกังวล

 

4.มีทัศนคติที่ดีมองโลกในแง่บวก

 

- มองความเจ็บป่วยที่เกิดกับท่านเป็นไปตามกระบวนการของชีวิตตามธรรมชาติ มีเกิดแก่ เจ็บตาย

 

- คิดว่าการเจ็บป่วยและความทุกข์ “มันเป็นเช่นนั้นเองตามที่ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศวะสี กล่าวไว้ว่า

ไม่มีทุกข์ใดที่มนุษย์ทนไม่ได้ และทุกข์นั้นจะไม่อยู่กับเราตลอดไป

 

-  พร้อมที่จะเผชิญและปรับตัวต่อความเจ็บป่วยได้อย่างราบรื่นและมีความสุข

 

5. ยอมรับและเข้าใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น

การรู้เท่าทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะช่วยให้รับมือได้ง่าย เมื่อเสียใจก็ให้รู้ว่าเสียใจ เมื่อกลัวก็ให้รู้ว่ากลัวยอมรับกับความรู้สึกและอารมณ์ที่เกิดขึ้น ให้เห็นว่าเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้ มีอยู่และหายไปได้ จากนั้นจึงหาทางออกให้กับความรู้สึกเหล่านั้น เช่น ระบายให้คนใกล้ชิด คนที่ไว้ใจ หรือแพทย์พยาบาลให้ได้รับรู้

 

6. พูดคุยและยอมรับการช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดและผู้ที่ยินดีช่วย

บางคนเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง มักจะซ่อนความรู้สึกกลัวไว้เพียงคนเดียว ไม่ยอมพูดให้ใครฟัง ไม่กล้าปรับทุกข์ หรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ดังนั้น การพูดคุยอย่างเปิดใจกับคนที่เรารัก คนที่เราใกล้ชิดคนที่เราสนิทสนม เพื่อนผู้ป่วยโรคเดียวกัน หรือคนที่ให้การดูแลอย่างเข้าใจ ก็จะช่วยให้คลายกังวลจากความรู้สึกต่างๆ ลงไปได้ไม่มากก็น้อย การเปิดโอกาสรับการช่วยเหลือจากคนที่เข้าใจเรานั้น จะช่วยให้เรามีกำลังใจ นำไปสู่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

 

7. หาข้อมูลเพิ่มเติม

หาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในเรื่องเกี่ยวกับมะเร็งที่เราเป็น ว่าเกิดที่อวัยวะส่วนใด ชนิดใด แพร่กระจายหรือยังจะรักษาอย่างไรถึงจะถูกวิธี รวมไปถึงจะปฏิบัติตัว หรือปรับตัวอย่างไรในกิจวัตรประจำวัน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจในเบื้องต้น ลดความกลัวและความกังวลที่เกิดจากความเข้าใจผิด ทั้งยังช่วยให้วางแผนแก้ปัญหาและปรับตัวได้ดีขึ้น

          ทว่า แต่ละคนมีความแตกต่างกันในการรับรู้ข้อมูล โดยเฉพาะในปัจจุบัน กระแสสังคมออนไลน์เข้าถึงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ หรือข้อมูลตามอินเตอร์เนต ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว เมื่อท่านได้รับข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษามะเร็งมากมาย จึงควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือตามหลักเหตุผล หากมีข้อสงสัยควรพูดคุยสอบถามกับผู้รู้ เช่น แพทย์ผู้ชำนาญ หรือแพทย์ผู้รักษาก่อนที่จะนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้กับตนเอง/ญาติสนิท หรือส่งต่อข้อมูลไปให้บุคคลอื่น เพื่อจะได้ไม่เกิดผลเสียต่อตนเองและผู้อื่นด้วย

หากมีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับการรักษาหรือการปฏิบัติตัว อาจจดคำถามที่สงสัยไว้ในกระดาษ พร้อมนำติดตัวไปเมื่อพบแพทย์ เพื่อป้องกันการหลงลืม หรืออาจให้คนใกล้ชิดไปเป็นเพื่อน นอกจากนี้ คุณอาจได้รับข้อมูลการรักษาทางเลือกมาจากแหล่งต่างๆ เช่น มีสมุนไพรหรือยาที่ช่วยให้รักษาอาการป่วย หากคุณสนใจที่จะใช้ควบคู่กับการรักษาของแพทย์ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพราะสมุนไพรหรือยาตัวนั้นอาจมีผลต่อการรักษาได้

 

8. เตรียมการล่วงหน้า

          เพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านบวกและด้านลบ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ผู้ดูแล ถึงแนวทางการรักษาและผลต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการรักษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นต่อการวางแผนแก้ปัญหาต่อไป เช่น จำเป็นต้องลางานหรือหยุดงานไว้ก่อนกี่สัปดาห์ จะต้องให้เคมีบำบัดหรือไม่ หรือหลังจากได้รับเคมีบำบัดแล้วอาจเกิดผมร่วงได้ ก็จะได้ซื้อผ้าโพกผมสวยๆที่เราชอบเตรียมไว้ใช้ ซึ่งช่วงเวลาหลังจากทราบผลการวินิจฉัยก่อนที่จะรับการบำบัดรักษา เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวางแผนรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การเตรียมตัวให้พร้อมในวันนี้ จะช่วยให้เรารับมือได้ถูกต้องตามสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

 

9. หาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

เมื่อได้รู้ว่าเป็นมะเร็ง เราอาจรู้สึกสิ้นหวัง ท้อแท้ หมดอาลัยตายอยาก ดังนั้น การมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจะช่วยเป็นพลังที่แข็งแกร่งในการต่อสู้ให้กับเรา สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ว่านี้ อาจเป็นหลักคิด หลักปรัชญา หลักศาสนา หลักแห่งความเป็นจริงของชีวิต แม้กระทั่งความเชื่อความศรัทธาต่างๆ ก็สามารถเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงวิกฤติของชีวิตไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความเศร้า ความกังวล ตลอดจนภาวะหมดกำลังใจ ก็จะผ่อนคลายหรือหายไปในที่สุด

 

10. ไม่หมกมุ่นกับปัญหา

ถ้าต้องเผชิญกับปัญหาอยู่ตลอดเวลา อาจทำให้รู้สึกเครียดมากจนรับไม่ไหว โปรดระลึกอยู่เสมอว่าการเจ็บป่วยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ยังมีด้านอื่นๆ ที่ดีของชีวิต ที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างเป็นปกติสุข ลองหัดเป็นคนขี้ลืมเสียบ้าง “ คนขี้ลืม ที่ว่านี้ คือ ลืมปัญหา ลืมความเจ็บป่วยไว้ชั่วคราว แล้วจากนั้นก็หาสิ่งดีๆ มาทำเพื่อให้ใจสบาย คลายกังวล เช่น การนั่งสมาธิ การฝึกโยคะ ฝึกชี่กง การฟังเพลง การอ่านหนังสือการดูหนัง ดูละคร หรือทำกิจกรรมในสิ่งที่ท่านเคยทำแล้วสบายใจ ผ่อนคลาย โดยทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ที่เราอยากจะทำ เราสบายใจ คนรอบข้างสบายใจ สังคมสบายใจ โดยอาจเริ่มต้นจากการทำสิ่งง่ายๆ ก่อน ค่อยๆ ทำวันละนิด แล้วเพิ่มขึ้นวันละหน่อย จนให้เป็นกิจวัตรประจำวัน

 

11. มีความหวังอยู่เสมอ

สิ่งสำคัญในการมีชีวิตอยู่ คือ ความหวัง ความหวังเป็นพลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคทุกสิ่งอย่าง ไม่เว้นแม้แต่โรคร้าย ความหวังจะช่วยให้มีแรงบันดาลใจ มีพลัง มีความหมาย มองโลกในแง่ดี การเกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โรคมะเร็งก็เป็นเหมือนอุปสรรค ท้าทายความแข็งแกร่งของชีวิต ดังนั้น จงมีความหวังอยู่เสมอ หากความหวังนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาหรือผลเสียในการดำรงชีวิต

 

12. ตั้งความหวังอย่างเป็นขั้นตอน

          เราต้องตั้งเป้าหมายหรือความหวังในสิ่งที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดในระยะเวลาสั้นๆ และทำอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นเป็นตอน เช่น เราตั้งความหวังว่าจะลดความเจ็บปวด จากที่ปวดจนนอนไม่หลับ ให้ปวดน้อยลงจนนอนหลับได้ แม้รักษาไม่หายก็ขอให้อาการดีขึ้นบ้าง เป็นต้น การตั้งเป้าหมายในระยะสั้นๆ นี้ เป็นขั้นตอนที่จะช่วยให้เรารู้สึกไม่หมดหวัง และสามารถประสบความสำเร็จตามที่หวังได้เป็นขั้นๆ ไป

 

13. หาวิธีการรับมือในแบบที่ชอบ

แต่ละคนมีความแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้น คุณลองหาวิธีการรับมือและปรับใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ อาจเป็นวิธีการที่คุณเคยใช้ได้ดีเมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในอดีต เช่น เขียนบันทึกสิ่งที่คุณคิดพูดคุยปรึกษากับคนในครอบครัว เขียนข้อดีข้อเสียเวลาที่ต้องตัดสินใจ แต่อย่าลืมเปิดใจลองใช้วิธีการใหม่ๆ ดูบ้าง เพื่อความหลากหลายและอัตราความสำเร็จที่เพิ่มสูงขึ้น

 

 

การเตรียมตัวทางด้านร่างกายก่อนรับยาเคมีบำบัด

ร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ จะช่วยให้ท่านสามารถต่อสู้กับความเจ็บป่วย ทนต่ออาการข้างเคียงจากการรักษา และช่วยให้ผลตอบสนองต่อการรักษาดีขึ้น การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งที่ผอมมากๆ พบว่าได้ผลตอบสนองน้อยกว่าผู้ป่วยมะเร็งที่มีภาวะโภชนาการดี ผู้ป่วยที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี มักจะได้รับยาเคมีบำบัดไม่ครบตามที่กำหนด และมีผลกระทบต่อระบบการสร้างเม็ดเลือดชนิดต่างๆทำให้เม็ดเลือดต่ำ ดังนั้น ท่านควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะรับการรักษา ดังนี้คือ

 

1. บำรุงร่างกายให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมากๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 2 - 3 ลิตร

 

2. พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมง ทำจิตใจให้สงบมองโลกในแง่ดี

 

3. หากมีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ ควรปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อทำการรักษาก่อนเริ่มรับยาเคมีบำบัด แต่ถ้าต้องการรักษาฟันผุหรือเหงือกอักเสบระหว่างรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล เนื่องจากจะต้องเจาะเลือดก่อน เพื่อประเมินเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดก่อนทำฟัน

 

4. สร้างสุขนิสัยในการขับถ่ายให้เป็นปกติ

 

5. หากท่านมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง ควรแจ้งแพทย์ที่ทำการรักษาให้ทราบร่วมกัน รวมทั้งชี้แจงรายละเอียดเรื่องยาทั้งหมดที่รักษาโรคประจำตัวของท่าน ให้แพทย์ผู้ทำการรักษาได้รับทราบ เพื่อเป็นการวางแผนร่วมกันในการรักษาโรคประจำตัว และการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วยกัน

 

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามความชอบและเหมาะสม

ยาเคมีบำบัดแทบทุกชนิดจะมีผลข้างเคียง ผู้ป่วยแต่ละคนก็จะมีผลข้างเคียงไม่เหมือนกัน โดยอาจมีอาการขณะกำลังได้รับยาเคมีบำบัดหรือภายหลังจากได้รับยาแล้ว สาเหตุเกิดจากขณะที่ยาไปทำลายเซลล์มะเร็งที่กำลังแบ่งตัว ก็อาจจะทำลายเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการแบ่งตัวอยู่เสมอได้เช่นกัน ท่านควรแจ้งผลข้างเคียงของยาที่เกิดกับท่านให้แพทย์ทราบทุกครั้ง ในขณะที่ได้รับยาหรือก่อนมารับยาครั้งต่อไป เพื่อที่แพทย์จะได้ช่วยให้การรักษา หรือปรับขนาดของยาให้เหมาะสมกับท่าน ทีมแพทย์และพยาบาลทุกคนยินดีที่จะรับฟังและให้ความช่วยเหลือท่านเสมอ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการร่วมตัดสินใจแสดงความคิดเห็น เลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตัวท่านมากที่สุด การระบายความคับข้องใจจะช่วยให้ท่านลดความตึงเครียดลงได้


Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter