การรักษาโรคมะเร็ง

ข้อมูลจากหนังสือการดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

โดยคณะทำงานการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดและทีมสหสาขาวิชาชีพ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-172-R-00



มะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ในร่างกาย ทำให้มีการเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนโดยไม่สามารถควบคุมได้ สามารถลุกลามไปยังเซลล์ปกติข้างเคียง หรือแพร่ไปตามระบบไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองไปเติบโตยังอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกายได้

มะเร็งตั้งต้นที่อวัยวะหนึ่ง เมื่อกระจายออกไปยังอวัยวะอื่นก็ยังคงเป็นเซลล์ชนิดเดียวกับมะเร็งตำแหน่งตั้งต้น การใช้ยารักษาจะเป็นยาที่รักษาตามชนิดของโรคตั้งต้นนั้น

 

การรักษาโรคมะเร็ง

วิธีการรักษาโรคมะเร็ง ขึ้นกับชนิดและระยะของโรคมะเร็ง การรักษาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งได้แก่ การผ่าตัด รังสีรักษา และการให้ยา

 

การผ่าตัดและรังสีรักษา

          (หรือที่เรียกว่า การฉายรังสี) ถือเป็นการรักษาเฉพาะจุด เช่น การผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งในตำแหน่งนั้นๆ ออกไป หรือการฉายรังสีไปยังก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งในตำแหน่งนั้นๆ เป็นต้น

 

การรักษาด้วยยา

          เป็นการรักษาที่ครอบคลุมทั่วทุกระบบของร่างกาย เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งที่จุดเริ่มต้นและเซลล์มะเร็งที่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ แบ่งเป็นยาเคมีบำบัดมีทั้งชนิดฉีดและยารับประทาน (Chemotherapy) ยาฮอร์โมน (Hormonal therapy) และยามุ่งเป้า (Targeted therapy)

 

-ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

          เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งตาย แต่ยาก็มีผลกับเซลล์ปกติของร่างกายที่มีการแบ่งตัวเร็ว เช่น ไขกระดูก ผม เซลล์เยื่อบุต่างๆ ทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำ ผมร่วง เยื่อบุช่องปากอักเสบ ถ่ายเหลว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เซลล์ปกติของร่างกายจะสามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้รวดเร็ว หากผู้ป่วยดูแลตนเองได้ถูกต้อง ส่วนเซลล์มะเร็งจะถูกทำลายไป

 

-ยาฮอร์โมน (Hormonal therapy)

          เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ผ่านตัวรับฮอร์โมน ดังนั้น จะสามารถให้ยากลุ่มนี้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นโรคมะเร็งบางชนิด ที่มีกลไกการเติบโตของเซลล์ผ่านทางตัวรับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

 

-ยามุ่งเป้า (Targeted therapy)

          เป็นยาต้านมะเร็งที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์ที่มีตัวรับจำเพาะเท่านั้น การรักษาจะให้ผลดีก็ต่อเมื่อเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยต้องมีโปรตีนหรือยีนที่เป็นตัวรับจำเพาะต่อยานั้นๆ ดังนั้น ก่อนจะใช้ยากลุ่มนี้จะต้องมีการตรวจหาตัวรับ และการกลายพันธุ์ของยีนจำเพาะในมะเร็งแต่ละชนิด

 

เป้าหมายของการรักษาโรคมะเร็ง แบ่งเป็น

 

-รักษาให้หายขาด (Cure)

การตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หรือตรวจพบรอยโรคก่อนมะเร็ง (Premalignant lesion) จากการตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ สามารถให้การรักษาด้วยการผ่าตัดและ/หรือฉายแสงเพื่อให้หายขาดได้ เช่น  มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถให้การรักษาเสริม (Adjuvant treatment) ด้วยยาเคมีบำบัด เพื่อลดอัตราการการกลับเป็นซ้ำของโรค โดยให้ยาก่อนหรือหลังผ่าตัดก็ได้ มะเร็งบางชนิดมีการตอบสนองที่ดีต่อยาเคมีบำบัด แม้ว่าจะมีการแพร่กระจายของโรคแล้ว ก็ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคมะเร็งในเด็ก มะเร็งลูกอัณฑะ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด เป็นต้น

 

-การรักษาเพื่อประคับประคองหรือบรรเทาอาการ (Palliative chemotherapy)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคในระยะแพร่กระจายซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยังสามารถเข้ารับการรักษาเพื่อช่วยควบคุมการลุกลาม บรรเทาอาการ และทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

 

ขบวนการรักษาและการประเมินผลการรักษา

          ก่อนเริ่มการรักษา แพทย์จะทำการประเมินสุขภาพทั่วไป และโรคประจำตัวต่างๆ ของผู้ป่วย รวมถึงผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและภาพเอ็กซเรย์ เพื่อประเมินความพร้อม ความแข็งแรงของผู้ป่วย ก่อนพิจารณาเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนต่อไป

 

สูตรยาที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันไปตามชนิดของมะเร็ง โดยได้มาจากการศึกษาค้นคว้าวิจัย ทำให้ทราบการตอบสนองของยานั้นๆ ต่อโรคที่เป็น และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ โรคมะเร็งบางชนิดอาจจะมีสูตรยาให้เลือกใช้ได้หลากหลาย แพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้ป่วย ผลตรวจเลือดภาวะโภชนาการ และโรคประจำตัวอื่นๆ เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเฉพาะราย

 

โดยทั่วไปยาเคมีบำบัดจะให้ทุก 1, 2, 3 หรือ 4 สัปดาห์ ขึ้นกับสูตรยาที่ใช้ และจะมีการประเมินผลการรักษาทุก 2 - 3 เดือน โดยดูจาก

 

1.ภาพเอ็กซเรย์ ( X-ray หรือ CT scan หรือ MRI ) โดยเปรียบเทียบขนาดของก้อนระหว่างก่อนและหลังให้ยา ถ้ามีการตอบสนองที่ดี ก้อนจะมีขนาดเล็กลง แต่หากก้อนไม่โตขึ้น หรือมีความหนาแน่นของก้อนดูลดลงก็นับว่าสามารถควบคุมโรคได้

 

2.ผลการตรวจเลือด ในโรคมะเร็งบางชนิดจะมีค่าบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ในเลือดสูงขึ้น เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก (มีค่า PSA สูงขึ้น) มะเร็งลำไส้ใหญ่ (มีค่า CEA สูงขึ้น) เป็นต้น เราสามารถใช้ค่าบ่งชี้มะเร็งเหล่านี้ในการตรวจติดตามโรคได้

 

3.ประเมินอาการต่างๆ ในผู้ป่วยบางรายอาจมีรอยโรคที่มองเห็นได้จากภายนอก เช่น มีก้อนอยู่ใต้ผิวหนังที่คลำได้ชัดเจน มีแผลที่ผิวหนัง หรือมีอาการต่างๆ ที่เกิดจากโรค เช่น เหนื่อย ไอ ปวด เป็นต้น หากอาการต่างๆ ดีขึ้น หรือก้อนที่คลำได้ แผลที่เห็นมีขนาดลดลง ก็ถือว่ามีการตอบสนองต่อการรักษาที่ดี

 

4.การเจาะไขกระดูก เพื่อประเมินผลการรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด


Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter