จอประสาทตาเสื่อม(Age-related Macular Degeneration) AMD

นพ.ณวัฒน์  วัฒนชัย (จักษุแพทย์)

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-011-R-00

 

 โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ

         โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ (Age-relatad Macular Degeneration) AMD หรือที่เรียกย่อๆว่า AMD (เอเอ็มดี) ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียการมองเห็นโรค AMD เกิดจากความเสื่อมบริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา ที่เรียกว่าแมคคิวลา (Macula) ทำให้การมองเห็นภาพผิดปกติ คือ จะเห็นเป็นจุดดำๆ ภาพบิดเบี้ยว หรือเห็นภาพมัวลงตรงบริเวณส่วนกลางของภาพ ในขณะที่บริเวณส่วนรอบข้างของภาพเห็นปกติ โดยในระยะแรกมักไม่มีอาการอะไร แต่ในบางรายจะรู้สึกว่าการทำงานที่ใช้สายตาถูกรบกวน (เช่น อ่านหนังสือ) และเมื่อเป็นมากขึ้นจะทำให้เกิดการตาบอด

ชนิดของจอประสาทตาเสื่อมเนื่องจากอายุ

แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1. ชนิดแห้ง (Dry AMD) (ชนิดไม่มีหลอดเลือดที่งอกผิดปกติ)  ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตามัวเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆและต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่สายตาจะเสื่อมลงมากๆ

2. ชนิดเปียก (Wet AMD) (ชนิดมีหลอดเลือดที่งอกผิดปกติ) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีอาการตามัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายมีการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่งอกผิดปกติเข้าไปใต้จอประสาทตา ซึ่งหลอดเลือดเหล่านี้จะแตกได้ง่าย ทำให้การมองเห็นเลวลงอย่างรวดเร็ว และถ้าไม่รีบรักษาจะทำให้ตาบอดได้

 ปัจจัยเสี่ยง

         โรค AMD พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี และพบมากขึ้นตามอายุ นอกจากนี้ยังพบว่าภาวะและพฤติกรรมบางอย่างเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค AMD  เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง กรรมพันธุ์ รวมถึงการได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ (Antixidant) นอกจากนี้ยังพบว่าหากผู้ป่วยเคยมีประวัติที่ตาข้างใดข้างหนึ่งเป็นโรคนี้มาก่อนแล้ว ตาข้างที่เหลืออยู่ก็มีโอกาสเป็นง่าย

สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น คือ

   - อายุที่มากขึ้น

   - การสูบบุหรี่

   - ความดันโลหิตสูง

   - ไขมันในเลือดสูง

   - กรรมพันธุ์

   - มีตาข้างหนึ่งเป็นโรค AMD อยู่แล้ว

   - ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ

ผลกระทบ

         ผู้ป่วยโรค AMD จะประสบปัญหาที่สำคัญ คือ ไม่สามารถทำงานหรือกิจวัตรประจำวันที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ดูนาฬิกา ขับรถหรือแม้แต่ข้ามถนน จนอาจจะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการทำกิจวัตรบางอย่าง นอกจากนี้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น หกล้มกระดูกหัก และอาจจะเกิดภาวะเครียดวิตกกังวลจากการมองเห็นผิดปกติ ตลอดจนกระทบต่อหน้าที่การงาน

ผลกระทบต่อผู้ป่วยและครอบครัว

         - มีโอกาสสูญเสียสายตาข้างที่เป็นภายใน 2 ปี

         - เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น หกล้มกระดูกหัก

         - ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการทำสิ่งต่างๆ เช่น อ่านหนังสือ ขับรถ เดินทางหรือประกอบอาชีพ

         - ความเครียดวิตกกังวล ทั้งจากผู้ป่วยเองและลูกหลานที่ต้องดูแล    

การรักษา

         โรค AMD เกิดจากภาวะเสื่อมของร่างกาย ไม่สามารถจะรักษาเพื่อให้เห็นได้ดีเหมือนเดิม การรักษาโรค AMD เป็นการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามมากขึ้น และสงวนระดับการมองเห็นที่เหลืออยู่ไม่ให้แย่ลง ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยผู้ป่วยได้ดีที่สุด คือ การตรวจพบอาการแต่เนิ่นๆ แล้วรีบทำการรักษา เพื่อยับยั้งหรือชะลอการสูญเสียการมองเห็น

         สำหรับการรักษาผู้ป่วยโรค AMD ชนิดแห้ง ยังไม่มีวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ แพทย์จึงมักจะแนะนำให้รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ (AnTioxidant) ซึ่งมีมากในผักผลไม้ เช่น มะละกอสุก ส้ม ฝรั่ง

         สำหรับโรค AMD ชนิดเปียก ซึ่งเป็นชนิดที่มีหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติงอกใต้จอประสาทตา ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาอยู่ 2 วิธี ซึ่งหลักการรักษาทั้งสองวิธี คือ การทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติเหล่านี้

วิธีการรักษา มี 2 วิธี คือ

         1. การยิงเลเซอร์ที่ก่อให้เกิดความร้อน (Phatocoagulation) โดยยิงลงไปบริเวณที่มีหลอดเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งอาศัยความร้อนไปทำลายหลอดเลือดเหล่านั้น แต่ความร้อนนี้จะทำลายจอประสาทตาบริเวณนั้นด้วย ทำให้เกิดจุดบอดขึ้นหลังทำการรักษา

         2. การให้ยาร่วมกับการยิงเลเซอร์ที่ไม่ให้เกิดความร้อน (PDT) วิธีนี้จะให้ยาทางหลอดเลือดก่อน แล้วยิงเลเซอร์ชนิดไม่ก่อให้เกิดความร้อนไปกระตุ้นตัวยาให้ออกฤทธิ์ทำลายเฉพาะหลอดเลือดที่ผิดปกติ โดยไม่ทำลายจอประสาทตาบริเวณใกล้เคียง วิธีนี้จึงมีความปลอดภัยสูง

         3. การฉีดยาเข้าในน้ำวุ้นตา โดยใช้ยากลุ่ม Anti vascular endothelial growth factor (Anti VEGE) เพื่อยับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ

         ** เป้าหมายการรักษาโรค AMD คือ ชะลอและลดความเสี่ยงในการสูญเสียอย่างถาวร

Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกจักษุ : 0-5393-6948
Line iD : @sriphatcenter