ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

โรคความดันโลหิตสูง

นพ.ศุภเดช สุจริตรักษ์

พบ.เกียรตินิยมอันดับ 1 ,วว. อายุรศาสตร์ทั่วไป , วว. อายุรศาสตร์โรคหัวใจ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-138-R-00



โรคความดันโลหิตสูง เป็นความผิดปกติของร่างกายที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยพบความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงกว่าปรกติ (มากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท) อยู่เป็นเวลานาน และ ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจวาย (6 เท่า) โรคหลอดเลือดในสมองตีบ   (7 เท่า) โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพองและแตกง่าย โรคอัมพาต ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่ความพิการและเสียชีวิต ดังนั้น การรักษาโรคความดันโลหิตสูงจึงสามารถป้องกันโรคต่างๆ เหล่านี้ได้ และเป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป นอกจากนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงมักไม่รู้ตัวว่าเป็น และเมื่อรู้ว่าเป็นมักไม่ได้ดูแลรักษา ส่วนหนึ่งเนื่องจากในระยะแรกมักไม่มีอาการ จึงไม่ได้ให้ความสนใจ เมื่อเริ่มมีอาการหรือภาวะแทรกซ้อนแล้วจึงจะเริ่มรักษา ซึ่งทำให้ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร


สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

ส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมของหลอดเลือดตามอายุ ซึ่งเราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ แต่รักษาไม่หายขาดดังนั้นจึงจำเป็นต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง ส่วนน้อยที่ทราบสาเหตุ เช่น เนื้องอกบางชนิด โรคหลอดเลือดไตตีบ สามารถรักษาให้หายขาดได้


อาการของผู้ป่วย

ในระยะเริ่มแรกอาจจะไม่มีอาการใดๆ หรือมีอาการปวดศีรษะ มึนงง เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ และเมื่อเป็นนานขึ้นจะทำให้เกิดความผิดปกติของระบบต่างๆ เช่น หัวใจทำงานหนักขึ้น ผนังหัวใจหนาตัวขึ้น และถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ผนังหัวใจจะยืดออกและเสียหน้าที่ ทำให้เกิดหัวใจโต และหัวใจวายได้ในที่สุด เกิดภาวะหลอดเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ ถ้าเป็นเรื้อรัง อาจกลายเป็นโรคความจำเสื่อม หลอดเลือดไตเสื่อมจากเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอทำให้ไตวายเรื้อรัง และภาวะไตวายจะยิ่งทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีก  หลอดเลือดแดงในตาจะเสื่อมลงอย่างช้าๆ อาจมีเลือดออกที่จอตา ทำให้ประสาทตาเสื่อม ตามัวลงเรื่อยๆ จนตาบอดได้ และจากข้อมูลทางการแพทย์ระบุไว้ว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่ได้รับการรักษาจะเสียชีวิตจากหัวใจวายถึง 60-75 %  เสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือแตก 20-30 % และเสียชีวิตจากไตวายเรื้อรัง 5-10 %


การปฏิบัติตัวเมื่อมีความดันโลหิตสูง

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นทำให้ความดันโลหิตเพิ่ม คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ 2-6 เท่า วิธีการลดน้ำหนักที่ดีควรจะลดไม่เกินสัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัม โดยการเลือกรับประทานอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย โดยเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ เนย น้ำสลัด เนื้อติดมัน เนื้อติดหนัง นมสด ของทอด เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด เค้ก คุกกี้ ให้เลือกอาหารที่มีพลังงานน้อย เช่น ใช้อบหรือเผาแทนการทอด เลือกไก่ไม่ติดหนัง ปลา  นมพร่องมันเนยแทนนมสด รับประทานผัก ให้เลือกอาหารที่มีแป้งและใยให้มาก  ใช้จานใบเล็กและห้ามตักครั้งที่สอง ไม่รับประทานอาหารว่างขณะดูทีวี  ไม่ควรงดอาหารมื้อหนึ่งแล้วชดเชยมื้อต่อไป

การออกกำลังกาย นอกจากทำให้น้ำหนักลดแล้วยังลดไขมันในเลือด โดยควรออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ยิ่งออกกำลังกายมากจะช่วยลดความดันโลหิตลงได้มาก นอกจากการออกกำลังกายแล้ว เรายังสามารถทำให้ร่างกายมีการออกกำลังในชีวิตประจำวันได้ เช่น ใช้บันไดแทนลิฟท์ จอดรถก่อนถึงที่ทำงานแล้วเดินต่อ ตัดหญ้า ทำสวน ผู้ป่วยที่สามารถควบคุมความดันได้แล้วสามารถออกกำลังได้โดยที่ไม่ต้องปรึกษาแพทย์ ยกเว้นถ้ามีอาการต่อไปนี้ เช่น แน่นหน้าอก หน้ามืดจะเป็นลมขณะออกกำลังกาย หายใจเหนื่อยเมื่อเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์

การลดอาหารเค็ม จะช่วยป้องกันและลดความดันโลหิตได้ โดยทั่วไปห้ามทานเกลือเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน ตัวอย่างอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น อาหารเค็ม ปลาเค็ม เนื้อเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง  เนื้อสัตว์ปรุงรส เช่น หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง  อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนม ไส้กรอกอีสาน ไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาเพิ่มในอาหารที่ปรุงเสร็จ

จำกัดการดื่มสุรา พบว่าปริมาณที่ดื่มจะสัมพันธ์กับระดับความดันโลหิต โดยผู้ที่ดื่มสุราปริมาณปานกลาง ระดับความดันโลหิตจะลดลงในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก หลังจากนั้นจะกลับสู่สภาวะเดิม ส่วนผู้ที่ดื่มสุราอย่างมาก (5 เท่าของที่แนะนำ) จะพบว่าทำให้ความดันโลหิตสูง การลดสุราจะทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง โดยในหนึ่งวันผู้ชายไม่ควรดื่มสุราเกิน 90 มิลลิลิตร  ไวน์ไม่เกิน 300 มิลลิลิตร เบียร์ไม่เกิน 2 กระป๋อง ส่วนในผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินครึ่งหนึ่งของผู้ชาย

หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เป็นวิธีการที่ได้ผลในการลดความดันโลหิต และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองได้

ทานยาสม่ำเสมอ และไปพบแพทย์ตามนัด เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ดังนั้นผู้ป่วยจึงต้องทานยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาเองแม้ความดันปกติ เนื่องจากเมื่อหมดฤทธิ์ยาที่สะสมในร่างกาย ความดันโลหิตจะขึ้นมาสูงใหม่โดยระยะเวลาขึ้นอยู่กับชนิดของยา  และผู้ป่วยควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่ปรากฏอาการ เช่น ภาวะหัวใจโต  ไตวายระยะเริ่มแรก  หลอดเลือดตาเสื่อม เนื่องจากถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน อาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้



Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter