โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus)

พญ.วรผกา มโนสร้อย

อายุรแพทย์ทางด้านต่อมไร้ท่อ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-151-R-00


          โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่พบอุบัติการณ์มากในประเทศไทย เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ และก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพ จิตใจ และอวัยวะสำคัญของร่างกาย ได้แก่ ไต หัวใจ สมอง ตา เป็นต้น


โรคเบาหวานคืออะไร

          ในภาวะปกติเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป อาหารที่รับประทานส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนเป็นพลังงาน คือ น้ำตาลกลูโคสเพื่อเข้าสู่กระแสเลือด แล้วเซลล์ในตับอ่อนที่ชื่อ เบต้าเซลล์ จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอินซูลินเพื่อช่วยนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เป็นพลังงานหลักของร่างกาย โรคเบาหวานนั้นเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลสูงกว่าปกติ เกิดจากตับอ่อนสร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือ อินซูลินออกฤทธิ์ที่เซลล์ได้ไม่ดีพอ เนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน และก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนต่อร่างกายตามมา


สาเหตุของโรคเบาหวานเกิดจากอะไร

          โรคเบาหวานชนิดหลักมี 2 ชนิด

1.    โรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดจากการทำลายตับอ่อนจากภูมิคุ้มกันตนเอง มักพบในผู้ป่วยอายุน้อย และพบในประชากรส่วนน้อย

2.    โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุหลักเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน พบในผู้ป่วยอายุมาก และพบในประชากรส่วนใหญ่


ใครมีโอกาสเป็นเบาหวานบ้าง

          โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ ดังนั้น ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง จะมีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ ภาวะหรือพฤติกรรมบางอย่าง ได้แก่ ภาวะอ้วนลงพุง น้ำหนักเกิน การมีไขมันในเลือดสูง หรือ การไม่ออกกำลังกาย จะทำให้มีความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน


อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง?

          ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีอาการดำเนินอย่างช้าๆ ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้สังเกต ดังนี้ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน กระหายน้ำบ่อย อ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปลายมือปลายเท้าชา เชื้อราที่ผิวหนัง ตามัว ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ แผลหายช้า รับประทานอาหารเก่ง เป็นต้น


สำหรับเบาหวานชนิดที่ 1 อาจมีอาการเฉียบพลัน ได้แก่ ภาวะเลือดเป็นกรด หรือซึมลงเฉียบพลัน

 

การวินิจฉัยโรคเบาหวานทำอย่างไร

          โดยปกติในบุคคลทั่วไป ระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 8 ชั่วโมง จะต่ำกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร หากพบมีค่ามากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร หรือระดับน้ำตาลสะสมมากกว่า 6.5 เปอร์เซ็นต์ ในการตรวจอย่างน้อย 2 ครั้ง จะสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวาน และยิ่งมีค่าสูงเท่าไร ก็ยิ่งแสดงว่ามีความรุนแรงมากขึ้น


โรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีอะไรบ้าง

โรคจอตาอักเสบจากเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นเลือดสมองตีบ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคแผลเรื้อรังที่เท้า โรคไตวายเรื้อรัง โรคปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม เป็นต้น


การรักษาเบาหวานทำอย่างไร

          การรักษาเบาหวาน ประกอบด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก และรับประทานยา หรือฉีดยาอินซูลินตามคำแนะนำของแพทย์


การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

          แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ และไม่เว้นวันเกิน 2 วัน การออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่ เดินไกล วิ่ง มวยจีน โยคะ ปั่นจักรยาน โดยควรออกตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละราย

          ผู้ป่วยควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย ตรวจดูเสมอว่าไม่มีแผลเรื้อรังที่เท้าก่อนออกกำลังกาย และต้องคอยสังเกตอาการน้ำตาลต่ำในขณะออกกำลังกาย และมีลูกอมหรือน้ำตาลติดตัวเสมอ สำหรับผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน เช่น โรคหัวใจ โรคไต ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนทำการออกกำลังกาย


ผู้ป่วยเบาหวานควรทานอาหารอะไรบ้าง

อาหารที่ห้ามรับประทาน :

ได้แก่ อาหารหวานที่มีน้ำตาล และขนมหวาน เช่น รวมมิตร สังขยา ทองหยอด ฝอยทอง ไอศกรีม น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง นมข้นหวาน ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นต้น สำหรับน้ำอัดลมที่ดื่มได้ ควรเป็นน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น โค้กซีโร่ เป๊บซี่แมกซ์ สำหรับกาแฟหรือชา ควรดื่มเป็นกาแฟดำที่ไม่ใส่ครีมเทียม นมข้นหวาน หรือน้ำตาล หรือชาที่ไม่ใส่น้ำตาลเช่นเดียวกัน นมควรดื่มเป็นนมจืดพร่องมันเนย มากกว่านมหวานหรือนมเปรี้ยว

 อาหารที่รับประทานได้ แต่จำกัดจำนวน :

ได้แก่ กลุ่มแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าวเหนียว ข้าวสวย ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขนมปัง มัน ควรเลือกรับประทานข้าวกล้อง หรือไรซ์เบอร์รี่ มากกว่าข้าวเหนียว หรือข้าวสวย เนื่องจากมีปริมาณใยอาหารมากกว่าและลดการดูดซึมน้ำตาล สำหรับขนมปัง แนะนำทานขนมปังโฮลวีท หรือทำจากแป้งที่ไม่ได้ขัดสี เนื่องจากมีใยอาหารมากกว่า

อาหารที่รับประทานได้ไม่จำกัด :

ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด และผลไม้ที่มีรสไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น เนื่องจากอาหารเหล่านี้ มีไฟเบอร์ ช่วยทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง



Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter