ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

เวชศาสตร์ฟื้นฟูกับโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

พญ.ชนัดดา  วงศ์เอกชูตระกูล

แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-144-R-00


โรคกระดูกสันหลังเสื่อมคืออะไร  มีสาเหตุจากอะไร
          เมื่ออายุมากขึ้น
หมอนรองกระดูกสันหลังเหี่ยวและยุบตัวลง กระดูกสันหลังจึงหลวม กล้ามเนื้อหลังต้องออกแรงเกร็งมากขึ้นเพื่อไม่ให้กระดูกสันหลังเคลื่อนผิดปกติ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อนานๆ จึงทำให้มีอาการปวดหลัง นอกจากนี้เพื่อรับมือกับความหลวมของข้อกระดูกสันหลัง ร่างกายจะสร้างกระดูกงอกที่ข้อกระดูกสันหลัง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของกระดูกสันหลัง กระดูกงอกนี้เองเป็นที่มาของคำว่า กระดูกหลังเสื่อม กรณีที่พบได้บ่อย คือ
          - เมื่อกระดูกงอกออกจากข้อกระดูกสันหลัง อาจกดทับ
เส้นประสาทที่เรียกกันว่า โรคกระดูกทับเส้นหากเป็นกระดูกหลังเสื่อม อาจกดทับเส้นประสาทขา ทำให้มีอาการปวดหลังร้าวไปที่ขา และอาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงขาร่วมด้วยได้
          - เมื่อกระดูกงอกเข้าด้านในโพรงไขสันหลัง จะทำให้โพรงไขสันหลังตีบแคบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดน่องหรือปวดขาทั้งสองข้าง หลังจากเริ่มเดินได้ระยะทางไม่มาก ต้องนั่งพักอาการจึงจะดีขึ้น

        นอกจากสาเหตุที่พบได้บ่อย คือ ภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมตามวัยแล้ว สาเหตุอื่นๆ ของ กระดูกสันหลังเสื่อมอาจเกิดจากโรคติดเชื้อกระดูกสันหลัง หรือเนื้องอก หรือความผิดปกติอื่น ๆ ของกระดูกสันหลังได้ด้วย

แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมได้อย่างไร
          โดยส่วนใหญ่ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้โดยอาศัยการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก อาจพิจารณาส่งภาพถ่ายรังสีกระดูกสันหลังเพื่อประกอบการวินิจฉัยในบางรายเท่านั้น ส่วนการส่งตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (
MRI) หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าวินิจฉัย จะพิจารณาในบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย เป็นต้น

แพทย์รักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมอย่างไร

1.    การรักษาด้วยยา แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาแก้ปวดทั่วไป รวมทั้งยาคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจพิจารณาใช้ยาแก้ปวดระบบประสาทในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการปวดทางระบบประสาทร่วมด้วย

 

2.    การผ่าตัด จะพิจารณาในรายที่มีอาการปวดรุนแรง หรือมีอาการแสดงของการกดทับเส้นประสาท เช่น อ่อนแรงมาก หรือไม่สามารถกลั้นปัสสาวะ อุจจาระได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เป็นต้น

 

 3   วิธีการทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ประกอบด้วย

 

1.           การปรับท่าทางในชีวิตประจำวัน  

- ผู้ป่วยกระดูกหลังเสื่อมควรหลีกเลี่ยงการแอ่นหลัง รวมถึงการก้มยกของหนัก 
- หากมีอาการปวดมากขึ้นในท่านอน อาจใช้หมอนรองใต้เข่าเมื่อนอนหงาย เพื่อลดการแอ่นหลัง หรืออาจเปลี่ยนเป็นท่านอนตะแคง
- เมื่อนอนหงาย ควรตะแคงตัวก่อนจะลุกขึ้นนั่ง

- เมื่อยืนนานๆ ควรพักเท้าข้างใดข้างหนึ่งบนเก้าอี้เตี้ยๆ เพื่อลดการแอ่นของกระดูกหลัง ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดมากขึ้นได้ เป็นต้น


1.           การบริหารร่างกาย ท่าที่แนะนำดังต่อไปนี้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกระดูกหลังเสื่อม แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคหมอนรองกระดูกสันหลัง หากบริหารแล้วมีอาการปวดมากขึ้น ควรหยุดบริหารและปรึกษาแพทย์


          - ท่า
Knee to chest

ควรสอดมือใต้เข่าข้างใดข้างหนึ่งและกอดขาชิดอก ขาอีกข้างเหยียดตรง ค้างไว้ 20-30 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง


          - ท่า
Semi-sit up


ควรชันเข่าสองข้าง ยกศีรษะ เอื้อมมือลอยเหนือเข่า ค้างไว้ 5-10 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ควรนับออกเสียงเพื่อป้องกันการเบ่งกลั้นหายใจ

 

          - ท่า Hamstrings stretching


พาดขาข้างใดข้างหนึ่งบนฝาผนัง ควรจัดท่าให้เข่าเหยียดตรง กระดกข้อเท้าขึ้น หากทำถูกต้องควรมีความรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง ค้างไว้ 20-30 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ควรทำทีละข้าง อาจทำที่ช่องประตูเพื่อให้ขาอีกข้างเหยียดตรงที่พื้นได้

 

2.           กายอุปกรณ์สำหรับกระดูกสันหลัง เช่น สายรัดหลัง เพื่อเพิ่มความดันในช่องท้อง เพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลังได้เล็กน้อย ควรใช้ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์


- ควรเลือกขนาดสายรัดหลังให้เหมาะสม โครงเหล็กด้านหลังจะช่วยเพิ่มความมั่นคงของสายรัดหลัง ควรปรับให้โครงเหล็กแนบพอดีกับหลัง


- สายรัดควรอยู่เหนือสะโพกเพียงเล็กน้อยและควรใส่ให้กระชับ โดยเฉพาะเมื่อต้องนั่งหรือยืนเดินนานๆ แต่ก็ไม่ควรใส่สายรัดหลังตลอดเวลา จะทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรงมากขึ้น


- ในผู้ป่วยบางรายที่กระดูกสันหลังหลวม แพทย์อาจพิจารณาใช้กายอุปกรณ์สำหรับกระดูก      สันหลังที่ทำด้วยโลหะที่มีน้ำหนักเบา เพื่อเพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลัง

 

3.           วิธีการทางกายภาพบำบัด เช่น

- การประคบร้อน หรือการนวดความร้อนลึกจากคลื่นเสียง (Ultrasound diathermy) หรือคลื่นไฟฟ้า (Short wave diathermy) เพื่อคลายกล้ามเนื้อหลัง ลดอาการปวด

 

-ใช้เครื่องดึงหลังเพื่อลดการกดทับเส้นประสาทและเพื่อคลายกล้ามเนื้อหลัง โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย


          โดยสรุป หากมีอาการที่เข้าได้กับโรคกระดูกหลังเสื่อมและอาการไม่รุนแรงมาก ไม่มีข้อบ่งชี้ที่ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ อาจเริ่มต้นด้วยการปรับท่าทางในชีวิตประจำวันและการบริหารร่างกายก่อน ยกเว้นในรายที่มีอาการปวดรุนแรง มีอาการชา หรืออ่อนแรง หรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ หรือยังไม่ทราบการวินิจฉัยโรคที่แน่นอน หรือบริหารร่างกายเองแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป



Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟู : 0-5393-6961
Line iD : @sriphatcenter