โรคสมองต้องรู้ : รู้จักโรคลมชัก

นพ.อดิศักดิ์  กิตติสาเรศ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทและสมอง

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-184-R-00


1. โรคลมชักคืออะไร ?

          เป็นโรคที่เกิดจากการมีคลื่นไฟฟ้าผิดปกติในสมอง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากความผิดปกติในเนื้อสมอง เช่น พยาธิขึ้นสมอง โรคหลอดเลือดสมอง มีก้อนเนื้อผิดปกติ การมีแผลหรือเลือดออกในสมองจากอุบัติเหตุ การติดเชื้อในสมอง ผู้เป็นโรคตับ โรคไต ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ ยาและสารพิษ เป็นต้น

 

2. มีอาการเป็นอย่างไรได้บ้าง ?

          อาการแสดงเป็นไปตามตำแหน่งของสมองส่วนที่ถูกกระตุ้น ทำให้เกิดอาการชักแบบต่างๆได้ เช่น อาการชักเกร็งกระตุกทั้งตัว ชักเพียงบางส่วนของร่างกาย หรือการหมดสติ สับสนชั่วคราว

 

3. สงสัยว่าจะเป็นโรคลมชักจะต้องทำอย่างไร ?

          สำหรับผู้ป่วยต้องสงสัยโรคลมชัก ควรพบแพทย์อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยา เพื่อซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด และอาจจำเป็นต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยประกอบในการแยกโรคและหาสาเหตุ โดยมีการตรวจ ได้แก่

-      การเจาะเลือด

-      การถ่ายภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT-Scan)

-      หรือเอ็กซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI)

-      การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG)

โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกชนิดการตรวจตามความเหมาะสม

 

4. วิธีการรักษาทำอย่างไร  ?

          หากตรวจพบสาเหตุ ต้องรักษาตามสาเหตุที่พบ ร่วมกับการควบคุมอาการชัก หรือหากไม่พบสาเหตุต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นการเกิดการชัก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและระบบประสาทจะพิจารณาการรักษา การรับประทานยากันชักหรือผ่าตัด ซึ่งขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย

 

5. อะไรคือสิ่งที่กระตุ้นการชักบ้าง ?

          สิ่งกระตุ้นที่ต้องหลีกเลี่ยง ได้แก่ การอดนอน อารมณ์เครียด การตรากตรำทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอ การดื่มเหล้า ใช้สารเสพติด และการขาดยากันชัก

 

6. กินยากันชักดีไหม ?

          การชักทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เกิดการได้รับบาดเจ็บ จนถึงอาจเสียชีวิตจากการชักได้ ยากันชักจะลดการเกิดและการแพร่กระจายของคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติ ทำให้ไม่เกิดอาการชัก ในปัจจุบันมียาหลายชนิด การพิจารณาขึ้นกับลักษณะของการชัก โดยยาแต่ละชนิดจะมีผลข้างเคียงต่างกัน ท่านควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาร่วมกันก่อนเริ่มการรักษา

 

7. ยากันชักน่ากลัวไหม ?

          ผลข้างเคียงที่สำคัญของยากันชัก คือ การเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง อาการ คือ มีผื่นและการลอกของผิวหนังและเยื่อบุผิว ทำให้มีแผลเคืองหรือคันที่ปาก ตาและอวัยวะเพศ มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง โอกาสเกิดพบได้ไม่บ่อย หากมีอาการต้องสงสัยต้องกลับไปปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

          ผลข้างเคียงที่พบบ่อยอื่นๆ ได้แก่ ง่วงนอน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ก่อนเริ่มยาจึงต้องมีการตรวจเลือดเพื่อประกอบการพิจารณาการให้ยา

 

8. การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคลมชัก

 8.1        หากต้องรับยา กินยาให้ครบ ห้ามขาดยา ห้ามหยุดยาเอง เพราะสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการชักไม่หยุดและการเสียชีวิต คือ การขาดยา หากลืมกินยาให้กินทันทีที่นึกได้ แต่หากเลยเวลาไปถึงเวลายามื้อต่อไปแล้ว ให้กินยาในขนาดเท่าเดิมต่อ หากไม่มีอาการผิดปกติไม่ต้องเพิ่มขนาดยา

 

8.2        หากท่านเพิ่งเริ่มรักษาโรคลมชักหรือควบคุมอาการชักยังไม่ดี หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ๆ อาจเกิดอันตรายได้สูง ดังต่อไปนี้

-      ห้ามอยู่ใกล้แหล่งน้ำ : แม่น้ำลำคลอง สระว่ายน้ำ

-      ห้ามอยู่ใกล้ไฟและของร้อน : เตาแก๊ส กองไฟ กระทะต้มน้ำ กระทะทอด

-      ห้ามอยู่ที่สูง : ขอบตึก หน้าผา บันไดสูงและที่ลาดชัน

-      ห้ามขับรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์

-      ห้ามทำงานกับเครื่องจักรกลที่อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

8.3        หากไม่มีอาการชักแล้วหยุดยาเองได้ไหม

          ในโรคลมชักที่ไม่ทราบสาเหตุ ท่านอาจหยุดยาได้หากควบคุมอาการชักได้แล้วเป็นเวลามากกว่า 2 ปี ทั้งนี้ห้ามมิให้หยุดทันที ต้องมีการปรับลดยาตามลำดับ ภายใต้คำสั่งแพทย์ที่ดูแลเท่านั้น

 

      8.4   หากตั้งครรภ์หยุดยาได้ไหม

          หากท่านพบว่าตัวเองตั้งครรภ์หรือวางแผนจะตั้งครรภ์ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาหรือปรับยากันชักด้วยตัวเอง เพราะจะทำให้ชักไม่หยุด เกิดผลเสียกับทั้งแม่และลูกในครรภ์ได้

 

9. การปฐมพยาบาล

9.1     หากท่านรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะมีอาการชัก

                    - หยุดกิจกรรมที่ทำอยู่ทันที

                    - ควรเรียกขอความช่วยเหลือ ให้บัตรประจำตัวแก่ผู้ที่อยู่บริเวณนั้น

                    - อยู่ให้ห่างจากของมีคมและพื้นที่เสี่ยงอันตรายทันที

                    - นั่งหรือนอนลงในพื้นที่ปลอดภัย

 

9.2        หากท่านเป็นผู้ดูแลหรือผู้เห็นเหตุการณ์ขณะผู้ป่วยมีอาการชัก

-      ให้ดูพื้นที่บริเวณรอบตัวผู้ป่วยให้ปลอดภัยจากสิ่งของมีคมและสิ่งของอันตราย

-      ไม่จำเป็นต้องหาช้อนหรือวัสดุในการป้องกันการกัดลิ้น เพราะอาจทำให้สำลักและเป็นอันตรายได้

-      เมื่อผู้ป่วยหยุดชักแล้วให้ดู ถ้ามีสิ่งของในปากและจมูกควรเอาออก ถ้าผู้ป่วยใส่ฟันปลอมควรถอดฟันปลอมออก ถ้าทำได้ผ่อนเสื้อผ้าเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก 

-      ป้องกันการสำลัก พยายามโดยจับให้ผู้ป่วยนอนในท่าตะแคงตัว การจัดท่าผู้ป่วยควรทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ดึงแขนขา เพราะอาจมีการหักหรือหลุดจากการชัก วางแขนรองบริเวณด้านข้างของใบหน้าเพื่อกันการสำลัก พยายามจัดลักษณะผู้ป่วยให้เป็นดังภาพ

-      หากมีแผลให้ทำการห้ามเลือด พยายามอยู่ข้างตัวผู้ป่วยเมื่อผู้ป่วยฟื้น

-      โทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน 1669 และโทรแจ้งญาติ



Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter