ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

การระวังอุบัติภัยในเด็ก

พญ.ชนันภรณ์  วิเศษวิทยเวช

กุมารแพทย์ (โรคภูมิแพ้และหอบหืด)

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-183-R-00

       

หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินสุภาษิตจีนที่ว่า ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายที่สุด แต่สำหรับพ่อแม่ทุกคนแล้วคงไม่อยากให้บ้านซึ่งเป็นสถานที่ที่น่าจะปลอดภัยกับลูกน้อยของเราที่สุด กลายเป็นที่ที่อันตรายที่สุดสำหรับลูกน้อยของเราใช่ไหมคะ  ถ้าอย่างนั้นเราลองมาดูถึงอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในบ้านของเรา และวิธีการป้องกันกันดีกว่าค่ะ

          เนื่องด้วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีนั้น เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ เด็กจึงมีธรรมชาติของการอยากรู้ อยากเห็น อยากลองไปซะหมด ชอบปีนป่าย กระโดดโลดเต้น สนใจเฉพาะเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่คาดคิดถึงภัยอันตรายที่อาจตามมา เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่เฝ้าระวังจากผู้เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น แต่อย่างไรก็ตามโดยธรรมชาติของคนเราย่อมมีความพลั้งเผลอ ผู้เลี้ยงดูคงไม่สามารถผลัดเปลี่ยนกันดูแลเด็กได้ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน  ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสม ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุแก่เด็ก จึงเป็นสิ่งจำเป็นลำดับต้นๆ หากเราอยากป้องกันไม่ให้เด็กของเราได้รับบาดเจ็บ ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วัยทารก

          อันตรายของเด็กวัยนี้เริ่มได้ตั้งแต่ท่าทางการนอนเลยทีเดียว เชื่อไหมคะว่าการนอนผิดท่าก็สามารถทำให้ลูกน้อยของเราเสียชีวิตได้  ซึ่งท่าที่อันตรายที่สุดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง คือ การให้เด็กนอนคว่ำค่ะ เรามีงานวิจัยที่เชื่อได้ว่าการนอนคว่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อโรคการตาย อย่างฉับพลันของเด็กทารกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือที่เรียกกันว่า SIDS (sudden infant death syndrome) ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เมื่อมีโครงการรณรงค์ให้เด็กนอนหงาย อุบัติการณ์ของโรค SIDS ลดลงหลายเท่าตัวอย่างมีนัยสำคัญ และในงานวิจัยหลายๆแห่งพบว่า การนอนคว่ำทำให้เกิดการกดทับจมูกและปาก ทำให้เด็กขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถยกศีรษะได้ดีนัก  และยิ่งใช้เบาะนอนหรือหมอนที่นุ่มเกินไป โอกาสที่จะเกิดการกดทับจนขาดอาการหายใจจะมากกว่า เพราะจมูกและปากของเด็กจะจมลงไปกับเครื่องนอนได้มากขึ้น

          แล้วถ้ากลัวศีรษะของลูกจะแบนล่ะจะทำเช่นไร ? คุณพ่อคุณแม่อาจจะให้เด็กนอนในท่าคว่ำได้บ้าง แต่ควรเป็นเวลาที่เด็กตื่นและมีผู้ดูแลคอยสังเกตอย่างใกล้ชิดเท่านั้นค่ะ

เตียงนอน

          เด็กมีโอกาสที่จะตกลงไปติดค้างส่วนใดส่วนหนึ่งของเตียงจนเสียชีวิตได้ เนื่องจากรูปร่างของเด็กเล็กที่มีขนาดศีรษะที่ใหญ่กว่าช่วงหน้าอก ดังนั้น ที่ราวกันตกช่องของเตียงเด็กเล็กไม่ควรกว้างเกิน 6 เซนติเมตร เพราะถ้าเกิน ตัวเด็กจะลอดได้ แต่หัวเด็กจะลอดไม่ได้ ทำให้เสียชีวิตในท่าแขวนคอ แต่ถ้าเด็กเกิน 6 เดือนขึ้นไป ช่องของเตียงไม่ควรกว้างเกิน 9 เซนติเมตรด้วยเหตุผลเดียวกัน  ขนาดช่อง 9-23 เซนติเมตร เป็นขนาดที่ไม่ควรใช้ในการออกแบบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเตียง ราวบันได ระเบียงบ้าน สนามเด็กเล็ก เนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุ หัวเด็กอาจติดในช่อง และหากเป็นเวลานานกว่า 4 นาทีจะทำให้เสียชีวิตได้ และเบาะนอนกับซี่ราวกันตกควรจะชิดกันพอดี ไม่มีช่องว่างให้เด็กตกลงไปที่ซอกเตียงได้ ช่องว่างระหว่างเบาะและขอบเตียงน้อยกว่า 3 เซนติเมตร   ส่วนความสูงของเตียงวัดจากขอบเบาะนอนถึงขอบราวกันตกควรมากกว่า 65 เซนติเมตร และเมื่อเด็กอายุมากกว่า 2 ปีหรือมีความสูงมากกว่า 89 เซนติเมตร ควรงดใช้เตียงเด็ก เพราะเด็กมีโอกาสที่จะปีนป่ายจนตกลงไปจากเตียงได้ค่ะ

          นอกจากเรื่องเตียงนอนแล้ว ผ้าห่มหนาๆ ตุ๊กตาตัวใหญ่ หมอนหนานุ่ม เบาะนิ่มเกินไป ก็เป็นสาเหตุของการเกิดอันตรายในเด็กได้ วิธีแก้ไขอาจจะต้องสวมเสื้อผ้าหนาอบอุ่น สวมได้พอดีแทนการใช้ผ้าห่มหนาๆ และการใช้ผ้าห่มควรยึดไว้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านข้าง 2 ข้างและด้านปลายเท้า เพื่อไม่ให้ผ้าห่มมาอุดกั้นปิดจมูกจนขาดอากาศหายใจ  ปรับมาใช้ที่นอนบางและแข็งพอสมควร ทางที่ดีที่สุด คือ ไม่ควรมีหมอนหรือตุ๊กตา ผ้าห่ม อยู่บนเตียงนอนของเด็กเล็กเลยค่ะ

รถหัดเดิน

เมื่อถึงวัยเริ่มหัดเดิน หลายๆครอบครัวมักจะหาซื้อรถหัดเดินเพื่อช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย แต่จริงๆแล้วรถหัดเดินไม่ได้มีประโยชน์อย่างที่คิด นอกจากจะไม่ช่วยในการหัดเดินแล้วยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุอีกด้วยค่ะ  เด็กๆในวัยนี้มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนเราไล่จับเพราะกลัวเกิดอุบติเหตุแทบไม่ทันแล้ว เราจะไปทำให้ลูกลิงน้อยเหล่านี้เคลื่อนไหวเร็วขึ้นด้วยการติดล้อเพิ่มอัตราการเกิดอุบัติเหตุให้พวกเขาอีกทำไมคะ  รถหัดเดินทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างไรบ้าง มาดูกันดีกว่าค่ะ

          - การพลัดตกหกล้ม ตกบันได และตกจากพื้นต่างระดับ เสมือนการตกจากที่สูง ทำให้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและกระดูกหักได้

          - การบาดเจ็บจากน้ำร้อนลวก โดยเด็กมักเคลื่อนตัวไปใกล้โต๊ะที่วางของร้อน แล้วคว้าดึงภาชนะใส่ของร้อน หรือดึงผ้าปูโต๊ะที่มีของร้อนวางอยู่ ทำให้เกิดอุบัติเหตุน้ำร้อนลวกได้ง่าย

          - เด็กที่ได้รับบาดเจ็บขณะอยู่ในรถหัดเดิน มักได้รับอันตรายมากกว่าการล้มตัวเปล่า เพราะถูกรถหัดเดินกดทับ หรือมีชิ้นส่วนของรถหัดเดินขัดแขนขัดขาเด็ก

หลายๆ คนอาจจะยังสงสัย ก็เมื่อเราให้ลูกอยู่ในรถหัดเดินแล้วเห็นลูกเดินได้ไว้ขึ้นจริง ทำไมถึงบอกว่าไม่ช่วยในการหัดเดิน  อันนี้เนื่องมาจากการที่ลูกเคลื่อนที่ได้ไวในรถหัดเดินนั้น อาศัยเพียงแค่การใช้ปลายเท้าจิกแตะขณะพยายามไถตัวไปข้างหน้า ซึ่งไม่ใช่การเดินที่ถูกต้อง ที่จะต้องลงน้ำหนักที่ส้นเท้า และยังทำให้เกิดปัญหาการเดินเขย่งตามมาจากการใช้รถหัดเดินอีกด้วยค่ะ  ซึ่งการเดินเขย่งปลายเท้านี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นเล่นนะคะ บางคนเป็นมากถึงขั้นต้องผ่าตัดกันเลยทีเดียว ดังนั้น หยุดใช้รถหัดเดินกันดีกว่าค่ะ แต่ถ้าอยากให้เด็กเดินได้ไวขึ้น ก็อาจใช้เป็นของเล่นผลักเดิน เพื่อให้เด็กเกาะเองและฝึกลงน้ำหนักได้เต็มเท้าจะดีกว่าค่ะ

อุบัติภัยจากน้ำ

          เชื่อไหมคะว่าอุบัติเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 1 ในเด็กไทย คือ การเสียชีวิตจากการจมน้ำค่ะ ส่วนอันดับ 2 คือ การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร  โดยในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 4 ปี ก็มักจะจมน้ำเสียชีวิตในบ้านโดยที่ผู้ดูแลก็อยู่ใกล้ๆนั่นแหละค่ะ แต่อาจจะเผอเรอไปชั่วขณะหนึ่ง เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 4 ปีเราไม่ควรให้เด็กเล่นน้ำในอ่างหรืออาบน้ำโดยลำพังนะคะ ในเด็กอายุ 0-1 ปี สถานที่ที่พบเด็กจมน้ำเสียชีวิตบ่อยสุดก็คือกะละมังอาบน้ำเด็กนั่นเองค่ะ ระดับน้ำแค่สะดือเด็กในท่านั่งก็ทำให้เสียชีวิตได้แล้วค่ะ ควรปิดประตูห้องน้ำให้สนิททุกครั้ง เพราะเด็กอาจคลานหรือเดินไปเล่นน้ำในห้องน้ำได้เอง บางคนชะโงกหน้าเล่นในโถส้วมแล้วสะดุดจมน้ำในโถส้วมเสีย ชีวิตได้ค่ะ  ภาชนะเก็บน้ำต้องมีฝาปิดให้มิดชิด ภาชนะที่ไม่จำเป็นควรคว่ำเก็บนะคะ ถังน้ำถูพื้นที่มีน้ำอยู่แค่ 30 เซนติเมตร อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ค่ะ โดยเด็กจะเสียชีวิตในท่าหัวทิ่มขาลอยจากพื้น เพราะไม่สามารถตะกายตัวกลับมาในท่ายืนเหมือนผู้ใหญ่ได้  รวมถึงระมัดระวังไม่ให้เด็กเล่นใกล้แหล่งน้ำในบ้านตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นบ่อปลา บ่อน้ำหรือสระว่ายน้ำนะคะ  ส่วนในเด็กที่อายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป มักเสียชีวิตจากแหล่งน้ำในชุมชนหรือระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียน กรณีที่เด็กอายุ 5-17 ปี ควรสอนให้เด็กว่ายน้ำเป็น เพื่อให้เขาสามารถพาตัวเองกลับมาที่ขอบสระได้อย่างปลอดภัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องระวังขณะเด็กเล่นน้ำอย่างใกล้ชิดนะคะ

                     

ขอขอบพระคุณ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก

อาจารย์ผู้บุกเบิกงานป้องกันอุบัติเหตุในเด็กและเน้นให้กุมารแพทย์ทุกท่านเห็นความสำคัญในเรื่องนี้



Call Center : 0-5393-6900-1/คลินิกกุมาร : 0-5393-6905
Line iD : @sriphatcenter