ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

3 โรคยอดฮิตในเด็กวัยเรียน

พญ.ชนันภรณ์  วิเศษวิทยเวช

กุมารแพทย์ (โรคภูมิแพ้และหอบหืด)

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-154-R-00


        มีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่มาพบหมอแล้วมักจะมีคำถามว่าทำไมลูกเราเมื่อก่อนก็แข็งแรงดี  แต่พอเข้าโรงเรียนปุ๊บถึงป่วยบ่อยจังเลย ทั้งๆ ที่ก็พาไปฉีดวัคซีนครบตามตาราง บางคนฉีดวัคซีนเสริมทุกชนิดไปแล้วด้วย  นั่นก็เป็นเพราะหลายๆ โรคนั้นเรายังไม่มีวัคซีนป้องกัน และบางโรคที่มีวัคซีนป้องกัน ผลการป้องกันก็ไม่ได้ครบ 100% นั่นเองค่ะ ส่วนวัคซีนตัวไหนอัตราการป้องกันอยู่ที่เท่าไหร่ลองคุยรายละเอียดกับคุณหมอที่ดูแลน้องดูนะคะ  ช่วงที่น้องๆ อยู่ที่บ้านโอกาสติดโรคยังไม่มาก แต่พอเข้าสู่วัยเรียน เพื่อนๆ ร่วมชั้นเรียนเยอะ มักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีใครสักคนป่วยเป็นโรคนู่นโรคนี่ แถมห้องเรียนเดี๋ยวนี้มักจะเป็นห้องแอร์ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสการติดเชื้อมากขึ้นไปอีก      นอกจากจะต้องป้องกันตัวเองทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรงที่สุด รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายให้เป็นประจำแล้ว  เรามาทำความรู้จักโรคที่น้องๆ มักจะเป็นกันบ่อย เอาไว้ดูแลตัวเองเบื้องต้นกันดีกว่าค่ะ

 

โรคมือเท้าปากเปื่อย


    เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กเล็กก่อน 5 ขวบ ทำให้มีอาการไข้ เป็นแผลในปาก มีตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้าและลำตัว  จัดเป็นโรคที่สร้างความกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยเลยทีเดียว ต้นเหตุของโรคนี้ก็คือไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์  ตัวที่พบบ่อยมักจะเป็นคอกซากีไวรัส เอ 16 แต่เจ้าตัวที่มักจะสร้างความกังวล คือ          เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้จากภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ


แล้วมันติดต่อได้อย่างไร

    โรคมือเท้าปากเปื่อยนี้ติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูก ลำคอ น้ำลาย น้ำจากตุ่มใสที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมทั้งอุจจาระของผู้ที่มีเชื้อ และติดต่อทางอ้อมจากการสัมผัสของเล่น พื้นผิวสัมผัสที่มีเชื้อปน มือของผู้เลี้ยงดู อาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อ  สถานที่ที่มักพบการระบาด คือ สถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาล ห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามบ้านบอล

    อาการแทรกซ้อนที่อาจทำให้เสียชีวิตของมือเท้าปากเปื่อย ไม่สัมพันธ์กับจำนวนแผลในปากหรือความเหวอะหวะของตุ่มตามตัว  บางรายที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนเสียชีวิต เราพบว่ามีตุ่มในปากแค่ไม่กี่จุดในลำคอ และกลับกันในรายที่มีแผลจำนวนมากทั่วตัว อาจไม่มีอาการแทรกซ้อนที่รุนแรง  ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ เราต้องสังเกตอาการลูกอย่างใกล้ชิดในช่วง 1-2 สัปดาห์ตั้งแต่เริ่มเป็น แม้ว่าผื่นและแผลในปากจะหายไปแล้วก็ตาม

สัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนที่ควรพาลูกไปพบหมอทันที เช่น

-ลูกมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือดื่มนม

-บ่นปวดศีรษะมาก ปวดจนทนไม่ไหว

-มีอาการเพ้อ พูดไม่รู้เรื่อง เห็นภาพแปลกๆ

-ปวดต้นคอ คอแข็ง การรับรู้สับสน ซึม อาเจียน

-สะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่น

-ไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อย หน้าซีด

    การดูแลรักษาเบื้องต้นที่บ้านสามารถทำได้โดยให้ยาลดไข้ พยายามป้อนน้ำ นม หรืออาหารอ่อน ในโรคนี้เราสามารถให้ดื่มน้ำผลไม้เย็นๆ หรือน้ำหวานเย็นๆ ได้ เนื่องจากจะไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปากมากเท่าของร้อน และหากไม่สามารถรับประทานอาหารอย่างอื่นได้ จะลองให้ทานไอศกรีมถ้วยดูก็ได้นะคะ เพื่อให้ลูกมีพลังงานเพิ่มขึ้นบ้าง ในรายที่เพลียมากอาจให้นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล และให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้ แก้ปวดและหยอดยาชาในปากเพื่อลดอาการเจ็บ ร่วมกับเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจค่ะ

 

โรคไข้หวัดใหญ่


    ในประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อได้ประปรายตลอดปี แต่จะมีช่วงการระบาด 2 ระลอก คือ ช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม


เชื้อไข้หวัดใหญ่มาจากไหน

    เชื้อตัวนี้จะเข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินหายใจ โดยผ่านมาจากการไอและจามของผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่ และติดต่อกันง่ายภายในครอบครัว

    ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ มักจะพบว่ามีไข้สูง เจ็บคอ ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย บางรายอาจคลื่นไส้ อาเจียนและท้องเสีย ในเด็กเล็กเราอาจพบว่ามีหูชั้นกลางอักเสบ มีอาการชักจากไข้สูง และปอดอักเสบร่วมด้วย    
    ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน พบว่าไข้มักหายไปใน 3-7 วันหลังเริ่มมีอาการ แต่จะสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 2-3 วันก่อนเริ่มมีอาการ และในผู้ป่วยเด็กสามารถแพร่เชื้อได้จนถึง 10 วันหลังเริ่มมีอาการเลยทีเดียว
    การรักษาส่วนใหญ่ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ จะเป็นการรักษาตามอาการ โดยการให้ยาลดไข้ ให้ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง เช่น ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี  ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี หรือมีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หอบหืด ภูมิแพ้ โรคหัวใจ หญิงมีครรภ์ เราจะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้เป็นรายๆไป
    สิ่งสำคัญที่อยากเน้นที่สุดในโรคนี้ ยังคงเป็นเรื่องของการป้องกันค่ะ เราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดย

          - ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอหรือจาม สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

          - ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ

          - หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร และไม่ควรเข้าไปในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น สถานที่ที่ผู้คนแออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก

          - การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในบุคคลกลุ่มเสี่ยงและในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป  โดยภูมิคุ้มกันจะขึ้นหลังฉีดในเวลา 7-14 วัน  วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เดียวกันหรือใกล้เคียงกับวัคซีนได้ร้อยละ 70-90 โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ได้นาน 1 ปี

 

  ไวรัส RSV


    ไวรัสตัวนี้หรือที่รู้จักกันในชื่อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ จริงๆ แล้วเป็นโรคที่พบกันมานานมากแล้วค่ะ RSV หรือ Respiratory syncytical virus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเดินหายใจอักเสบ พบในผู้ป่วยทุกช่วงอายุ แต่อาการจะเป็นมากในช่วงวัยเด็ก โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อย  มีการระบาดบ่อยในช่วงปลายฝนต้นหนาว ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม 

    ติดเชื้อโดยการรับเชื้อทางเดินหายใจ สัมผัสสารคัดหลั่ง ละอองน้ำมูก ไอ จามของบุคคลที่มีเชื้อ  มีระยะฟักตัว 2-7 วัน และอาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นเป็นปอดอักเสบ ระบบหายใจล้มเหลวได้

    อาการเริ่มต้น จะมีน้ำมูก ไอ จาม ไข้ ถ้าเป็นในเด็กเล็กจะมีอาการไอ หอบ ติดเชื้อปอดอักเสบได้ง่าย โดยเราจะพบว่ามีอาการหายใจเร็วขึ้น หน้าอกบุ๋ม หอบเหนื่อย หายใจดังวี๊ด ซึม/กระสับกระส่าย กินไม่ได้  ผู้ป่วยที่เป็น RSV แล้วสามารถเป็นซ้ำได้อีกหลายครั้ง เนื่องจากเชื้อ RSV มีหลายสายพันธุ์ เราจะมีภูมิเฉพาะสายพันธุ์ที่เราเป็น แต่ข่าวดีก็คือ เมื่อเป็นครั้งต่อๆ ไป อาการมักไม่หนักเท่าครั้งแรกๆ

    ส่วนข่าวร้ายก็คือปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรค RSV โดยเฉพาะการรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ และเด็กเล็กที่มีอาการรุนแรงควรจะได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อพ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ และดูแลทางเดินหายใจให้เปิดโล่ง สามารถหายใจเอาออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ 

    เนื่องจากเรายังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ RSV นี้  ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยป้องกันลูกๆไม่ให้ป่วยจากโรคนี้ก็คือ การมีร่างกายที่แข็งแรง และหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ด้วยการหมั่นล้างมือบ่อยๆ หลังทำกิจกรรมและก่อนกินอาหาร  งดไปสถานที่แออัดในช่วงระบาดของโรค เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก และอย่าลืมทำความสะอาดของเล่นอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ



Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกกุมาร 0-5393-6905
Line iD : @sriphatcenter