ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

การฝากครรภ์ (Antenatal care : ANC)

พญ.ธัญญลักษณ์  วงศ์ลือชา

สูตินรีแพทย์

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-181-R-00


มีจุดประสงค์เพื่อให้สตรีตั้งครรภ์คลอดทารกที่สุขภาพสมบูรณ์ และมารดามีสุขภาพแข็งแรง

 

ประโยชน์ของการฝากครรภ์

1.    ส่งเสริมสุขภาพร่างกายจิตใจของคุณแม่

2.    เพื่อตรวจการตั้งครรภ์ว่าดำเนินไปอย่างปกติหรือไม่

3.    ป้องกันและลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์

4.    ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์

5.    ดูแลทารกในครรภ์ให้เติบโตอย่างเหมาะสม

 

การเริ่มฝากครรภ์

ควรเริ่มฝากให้เร็วที่สุดทันทีที่รู้ว่าตั้งครรภ์

 

ความถี่ของการฝากครรภ์

-      โดยทั่วไปช่วงก่อน 28 สัปดาห์ จะนัดตรวจทุก 4 สัปดาห์

-      28-36 สัปดาห์ นัดตรวจทุก 2 สัปดาห์

-      37 สัปดาห์ขึ้นไป นัดตรวจทุก 1 สัปดาห์

-      ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจะนัดตามความเหมาะสม

 

การตรวจฝากครรภ์

1.    แพทย์จะทำการซักประวัติ

-  ลักษณะประจำเดือน ประจำเดือนวันแรก ที่มาครั้งสุดท้าย การใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เพื่อใช้ประเมินอายุครรภ์

-  ประวัติการตั้งครรภ์ครั้งที่ผ่านมา และภาวะแทรกซ้อนที่เคยเกิดขึ้น เพื่อประเมินและป้องกันความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ครั้งนี้

-  โรคประจำตัว การแพ้ยา และยาที่กินประจำ

-  ประวัติการรับวัคซีน โดยเฉพาะวัคซีนบาดทะยัก และหัดเยอรมัน ซึ่งวัคซีนบาดทะยักจะฉีดตามข้อบ่งชี้ในขณะตั้งครรภ์ ส่วนวัคซีนหัดเยอรมันจะไม่ฉีดในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งหากยังไม่มีภูมิต้านทานหัดเยอรมัน แนะนำฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

2.    ตรวจร่างกายและควรได้รับการตรวจภายในเพื่อประเมินขนาดมดลูก ลักษณะของปากมดลูก และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

 

ความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์

-  ภาวะครรภ์เป็นพิษ : อาการปวดหัวตาพร่ามัว จุกแน่นใต้ลิ้นปี่ โดยเฉพาะพบร่วมกับความ   ดันโลหิตสูง และมีโปรตีนในปัสสาวะ หลัง 20 สัปดาห์

-  ความดันโลหิตสูงที่ถือว่าผิดปกติ คือ ตั้งแต่ 140/90 mmHg

-  เลือดออกจากช่องคลอด อาจเกิดจาก : แท้งคุกคาม รกเกาะต่ำ รกลอกตัวก่อนกำหนด

-  อาการอื่นๆ เช่น ตกขาวผิดปกติ น้ำเดินลักษณะจะเป็นน้ำใสไหลออกจากช่องคลอด กลั้นไม่ได้ ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ อาจมีอาการปัสสาวะแสบขัด มีไข้ ปวดเอว ควรดื่มน้ำมากๆ และไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน

 

การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักมารดา

-      คนที่น้ำหนักตัวน้อย น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 12.5-18 กิโลกรัม

-      คนที่น้ำหนักตัวปกติ น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 11.5-16 กิโลกรัม

-      คนที่น้ำหนักเกิน น้ำหนักที่เพิ่มได้อยู่ระหว่าง 7-11.5 กิโลกรัม

 

การตรวจเลือดฝากครรภ์เมื่อมาฝากครรภ์ครรภ์ครั้งแรก

-      การตรวจความเข้มข้นของเลือดว่าซีดหรือไม่

-      หมู่เลือด (ABO, RH)

-      น้ำตาลและไข่ขาวในปัสสาวะ

-      ภูมิคุ้มกันไวรัสหัดเยอรมัน

-      ตรวจโรคซิฟิลิส

-      ตรวจหาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

-      คัดกรองพาหะทาลัสซีเมีย

-      คัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี

 

การตรวจคัดกรองที่สำคัญ

1.   คัดกรองพาหะทาลัสซีเมีย

          ทาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อยจากพ่อและแม่ ซึ่งลูกอาจมีความเสี่ยงเป็นทาลัสซีเมียชนิดรุนแรงได้ จะตรวจคัดกรองในการฝากครรภ์ครั้งแรกที่อายุครรภ์ยังน้อย และสามารถให้การวินิจฉัยก่อนคลอดได้

 

 

  แผนภูมิภาพแสดงตัวอย่างการถ่ายทอดจากบิดามารดาที่เป็นพาหะทาลัสซีเมีย

 

2.   คัดกรองเบาหวาน

          โดยทั่วไปจะตรวจคัดกรองตอนอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น อ้วนมาก เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะ และมีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน จะตรวจคัดกรองเร็วที่สุด ถ้าปกติจะตรวจซ้ำที่ 24-28 สัปดาห์

 

3.   การตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความพิการโดยกำเนิด

ซึ่งช่วยคัดกรองความผิดปกติเบื้องต้นที่เห็นได้จากการทำอัลตราซาวด์โดยทำที่อายุครรภ์ 18-20 สัปดาห์

 

4.   การตรวจคัดกรองความเสี่ยงการเกิดโครโมโซมผิดปกติของทารกในครรภ์

          โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรม (Down syndrome screening) ซึ่งเป็นความผิดปกติโดยกำเนิดของโครโมโซมร่างกาย อุบัติการเพิ่มขึ้นเมื่อมารดามีอายุมากขึ้น เช่น มารดาอายุ 30 ปี จะมีโอกาสที่ลูกจะเป็นดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 600 ในขณะที่มารดาอายุ 40 ปี มีโอกาสที่ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม 1 ต่อ 100 หากประเมินจากอายุมารดาตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงอยู่ที่ 1 ต่อ 250 คน มีการแนะนำให้สตรีตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่ 35 ปี ตรวจโครโมโซมทารกในครรภ์ ซึ่งวิธีนี้มีโอกาสที่จะตรวจพบดาวน์ซินโดรม 20% ของทารกกลุ่มอาการดาวน์ที่คลอดทั้งหมด แต่อีก 80% จะคลอดจากมารดาอายุน้อยกว่า 35 ปี โดยการตรวจโครโมโซมของทารกทำได้หลายวิธี คือ การตัดชิ้นเนื้อรก เจาะน้ำคร่ำ เจาะเลือดสายสะดือของทารกในครรภ์ ซึ่งโอกาสของการแท้งอยู่ที่ 1-3%, 0.5%, 1.4% ตามลำดับ

          ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจคัดกรองและทางเลือกในการตรวจที่หลากหลาย โดยจะรายงานผลเป็นความเสี่ยงสูงหรือต่ำ วิธีการตรวจคัดกรองมีดังต่อไปนี้

-      การตรวจเลือดคัดกรองดาวน์ซินโดรม สามารถทำได้ที่อายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ ในผู้ที่มาฝากครรภ์เร็ว โดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ 62-63% ของทารกดาวน์ (Biochemistry test) และ 15-22 สัปดาห์ในผู้ที่มาฝากครรภ์ช้าโดยโอกาสที่จะตรวจพบความผิดปกติ 69% (Triple test) และ 81% (Quadruple test)

 

-      การวัดความหนาของของเหลวที่สะสมบริเวณต้นคอของทารกในครรภ์ (การวัด NT) จะทำช่วงอายุครรภ์ 11 ถึง 13+6 สัปดาห์ โดยจะนำผลเลือดการตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (Biochemistry test) มาคำนวณความเสี่ยงร่วมกัน โดยมีโอกาสที่ตรวจพบ 85% (Combine test)

 

-      NIPT (non-invasive prenatal testing) โดยตรวจความผิดปกติของโครโมโซมลูกจากเลือดของมารดา โอกาสที่ตรวจพบความผิดปกติ 98%


          โดยหากผลการตรวจคัดกรองพบว่ามีความเสี่ยงสูง จะต้องตรวจโครโมโซมของทารกในครรภ์แบบลุกล้ำเพื่อยืนยันอีกครั้ง

          การตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม จะพิจารณาตามอายุครรภ์ที่เหมาะสม รวมทั้งความพร้อมและความต้องการของผู้ที่มาฝากครรภ์

           โดยทั่วไปจะพิจารณาเจาะเลือดตรวจคัดกรองในไตรมาสแรกหรือไตรมาสที่สอง ในทุกกลุ่มอายุ และหากมีความเสี่ยงสูง จะแนะนำตรวจโครโมโซมยืนยัน หรือหากยังไม่ต้องการตรวจโครโมโซมของทารกแบบลุกล้ำ อาจเลือกตรวจ NIPT มาช่วยในการคัดกรองร่วมด้วย หรือเลือก NIPT เป็นทางเลือกแรกในการคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ แต่หากผลการตรวจคัดกรองยังออกมาเป็นบวกหรือมีความเสี่ยงสูง แนะนำตรวจ     โครโมโซมของทารกแบบลุกล้ำเพื่อยืนยันการวินิจฉัย


เอกสารอ้างอิง :


สูติศาสตร์ 2555 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สูตินรีเวชเชียงใหม่ทันยุค 3 2560 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


Call Center : 0-5393-6900-1/คลินิกสูตินรีเวช : 0-5393-6830
Line iD : @sriphatcenter