ไขมันพอกตับ โรคที่มากับความอ้วน

ศ.คลินิก.นพ.องอาจ  ไพรสณฑรางกูร

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-179-R-00


            ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่างๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะไม่มีอาการผิดปกติใด สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ดี มาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

          โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึง ภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับ โดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) โดย Metabolic syndrome นี้ เป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกัน ได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน  โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และ โรคไขมันในเลือดสูง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

          โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้ โดยจากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปี แต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ เช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุรา

         


ปัจจัยเสี่ยง

- อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 เซนติเมตร หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย และมากกว่าหรือเท่ากับ 88 เซนติเมตร หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง)

- ไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด >150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ชาย หรือ <50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้หญิง

- เบาหวาน

- ความดันโลหิต > 130/85 มิลลิเมตรปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่

- ยาบางชนิด เช่น Amioderone, Tamoxifen, Prednisolone

 

การรักษา

          ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมน้ำหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้าน้ำหนักเกินควรลดน้ำหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน ในอัตรา 0.5 – 1 กิโลกรัม ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดน้ำหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

          หลักการรักษาโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลัง โดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทาน และเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารเพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาว คือ การลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน  เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดน้ำหนัก คือ การลดน้ำหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดน้ำหนักในระยะยาวที่จะได้ผลดีนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การลดน้ำหนักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง และระดับ     เอช-ดี-แอลโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

            การออกกำลังกายนอกจากจะมีผลดีต่อการลดน้ำหนักตัวแล้ว ยังพบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้นด้วย การออกกำลังกายควรจะทำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที ด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม นอกจากนี้ การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้นๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็วๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อยๆ วันละหลายครั้ง ก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

- รักษาระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

- หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา

- หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง



Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter