ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

คำแนะนำแก่สตรีตั้งครรภ์

พญ.ธัญญลักษณ์  วงศ์ลือชา

สูตินรีแพทย์

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-182-R-00


1.  สุขศึกษาทั่วไป

-    ดูแลรักษาฟัน ถ้ามีฟันผุให้ปรึกษาทันตแพทย์

-    ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ สวมใส่สบาย ใส่รองเท้าที่ถนัดและทรงตัวได้ดี

-    งดการดื่มสุราและบุหรี่

-    แนะนำงดการร่วมเพศช่วง 4 สัปดาห์สุดท้ายก่อนคลอด ในคนที่มีประวัติแท้งบุตรง่าย ควรงดช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ด้วย

 

2.  การออกกำลังกายและการทำงาน

-    ปฏิบัติงานประจำวันได้ตามปกติ

-    ออกกำลังกายได้พอสมควร อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ถ้าเคยออกกำลังมาก่อนตั้งครรภ์บ่อยๆ สามารถทำต่อได้ในขณะตั้งครรภ์ แต่รายที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ไม่ควรเริ่มต้นขณะตั้งครรภ์

-    ไม่ควรทำงานหนักหรือออกกำลังกายชนิดหักโหม การออกกำลังกายที่เหมาะสม ทำให้ปริมาตรเลือดมารดาเพิ่มขึ้น ไม่มีผลต่อการแท้ง ช่วยย่นระยะคลอด และลดการผ่าตัดทำคลอด

-    ภาวะบางอย่างต้องจำกัดการออกกำลัง เช่น ความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ โรคหัวใจ โรคปอด ครรภ์แฝด ทารกโตช้าในครรภ์ แท้งคุกคาม มีเลือดออกจากช่องคลอด รกเกาะต่ำ เป็นต้น หากมีความเสี่ยงขณะตั้งครรภ์ หรือมีข้อสงสัยต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์

3.
การเดินทาง

-     การเดินทางโดยรถยนต์ ให้ใช้เข็มขัดขณะขับขี่อย่างถูกวิธี คือ Three-point-restrains คือ พาดจากหัวไหล่ผ่านมากลางร่องอก และลงมาด้านข้างสะโพก เส้นด้านล่างที่พาดในแนวนอนจะคาดผ่านสะโพกใต้ท้องเหนือกระดูกต้นขา หากท้องใหญ่ขึ้นหรือความยาวเข็มขัดนิรภัยไม่พอควรหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถยนต์ หญิงตั้งครรภ์ไตรมาส 3 หรืออายุครรภ์ 7-9 เดือน ไม่ควรขับรถเอง เนื่องจากอาจมีการหดเกร็งท้องหรือปวดหลัง ที่จะส่งผลต่อการคลอดได้

 

           ภาพแสดงการคาดเข็มขัดที่ถูกวิธี                              ภาพแสดงการคาดเข็มขัดที่ไม่ถูกวิธี

 

-     การเดินทางโดยเครื่องบิน สามารถเดินทางได้จนถึง 36 สัปดาห์ และระหว่างเดินทางควรมีการลุกเดินอย่างน้อยชั่วโมงละครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงของหลอดเลือดอุดตัน

 

4.  อาการที่ต้องไปพบแพทย์ก่อนนัด

-    เด็กในครรภ์ดิ้นน้อยลง

-    คลื่นไส้อาเจียน

-    เลือดออกทางช่องคลอด หรือตกขาวมากผิดปกติ

-    ปวดหัว ตามัว จุกเสียดยอดอก

-    ปัสสาวะน้อยหรือปัสสาวะแสบขัด

-    บวมตามมือ เท้า หรือ หน้า

-    มีไข้ หรือไม่สบายอื่นๆ

 

5.  อาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

-    เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

-    ปวดท้องมาก

-    น้ำเดิน ลักษณะคือมีน้ำใสไหลออกจากช่องคลอดปริมาณมาก อาบขา หรือกลั้นไม่ได้

-    เจ็บครรภ์ถี่หรือปวดเกร็งท้อง

 

6.  การนับลูกดิ้น จะเริ่มรู้สึกลูกดิ้นประมาณ 16-20 สัปดาห์ และจะเริ่มให้นับลูกดิ้นเมื่ออายุครรภ์ 28-32 สัปดาห์ วิธีการนับลูกดิ้น ยกตัวอย่างดังนี้

-    ระบบ Sadovsky ให้นับการดิ้นวันละ 3 ช่วง คือ เช้า-เที่ยง-เย็น (หรือ 12 ชั่วโมง จาก 8.00-20.00) ครั้งละ 1ชั่วโมง แล้วนำจำนวนครั้งที่ดิ้นมารวมกันถ้าดิ้นตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปถือว่าปกติ

-    ระบบ Count to ten ให้นับการดิ้นของทารกไปจนครบ 10 ครั้ง ถ้าครบ 4 ชั่วโมง ได้ตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปถือว่าปกติ ส่วนใหญ่จะใช้เวลา 30 นาที เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 ชั่วโมง อาจเริ่มนับตั้งแต่ 8.00-12.00

 

7.  การเตรียมตัวคลอด

-    วันครบกำหนดคลอด จะกำหนดไว้ที่ 40 สัปดาห์ และตั้งแต่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ทารกในครรภ์จะมีอายุครบกำหนดแล้ว มารดาอาจเริ่มมีอาการเจ็บครรภ์เตือน ท้องแข็งเป็นระยะ หากมีอาการเจ็บครรภ์จริงมดลูกแข็งตัวแรงและถี่ขึ้นเรื่อย มีมูกเลือดหรือน้ำเดินออกทางช่องคลอด ลูกดิ้นน้อยลง หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ให้มาโรงพยาบาล และงดอาหารเมื่อมีอาการเจ็บครรภ์จริง โดยเฉพาะรายที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน

-    วิธีการคลอด มีการคลอดเองทางช่องคลอด และการผ่าตัดคลอด ซึ่งจะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ และความต้องการของมารดา ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายๆ ไป

 

8.  การฉีดวัคซีนขณะตั้งครรภ์

-    วัคซีนที่ให้ได้ในขณะตั้งครรภ์ เช่น วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก(Tdap) วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza) วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)

-    วัคซีนที่ห้ามให้ในขณะตั้งครรภ์ เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสหัดเยอรมัน (Rubella) คือวัคซีน MMR (Measles-mumps-rubella) ซึ่งจะแนะนำให้ฉีดก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน หากยังไม่มีภูมิต้านทาน

 

9.  การรับประทานอาหาร


รับประทานอาหารได้ทุกอย่างที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ เช่น เนื้อสัตว์ ข้าว นม ไข่ ผลไม้ ควรงดอาหารรสจัดและเค็มเกินไป และควรหลีกเลี่ยงอาหารหวานในปริมาณมาก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก


ที่มา สูติศาสตร์ 2555 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



Call Center : 0-5393-6900-1/คลินิกสูตินรีเวช : 0-5393-6830
Line iD : @sriphatcenter