ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

กระดูกสะโพกหักจากโรคกระดูกพรุน ความเสี่ยงสำหรับผู้สูงอายุ

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์

ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


โรคกระดูกพรุน



        กระดูกสะโพกหักนับว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่งที่ตามมาหลังจากการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ โรคกระดูกพรุนจะทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง โครงสร้างภายในกระดูกเสื่อมสลาย ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักมากขึ้นได้ทั้งที่ตำแหน่งของกระดูกสันหลังซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลังโก่ง หลังค่อม ปวดหลัง ถ้าผู้ป่วยเกิดการล้มเอาสะโพกกระแทกพื้นก็จะทำให้เกิดกระดูกสะโพกหักตามมาได้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดกระดูกหักคือการหกล้ม พบอุบัติการณ์นี้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย วัตถุประสงค์ที่สำคัญในการป้องกันการเกิดกระดูกหักคือการระวังไม่ให้เกิดการหกล้ม  การเกิดกระดูกที่หักง่ายเหล่านี้มีผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมาเป็นอย่างมาก นับว่าเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งกระดูกหักบริเวณสะโพกในผู้สูงอายุเป็นสาเหตุที่สำคัญของการรับผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และ พบว่าอัตราการตายของโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่มักสัมพันธ์กับเรื่องของกระดูกหักที่บริเวณสะโพกซึ่งอุบัติการณ์การตายจะสูงสุดในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากเกิดกระดูกหัก อัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรในกลุ่มอายุเท่ากัน เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆ ที่ตามมาหลังจากการเกิดกระดูกสะโพกหัก เช่น โรคปอดบวม โรคแผลกดทับ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะซึ่งเกิดเนื่องจากการที่ผู้ป่วยต้องนอนนาน และไม่สามารถขยับร่างกายได้เนื่องจากความเจ็บปวด 

        แนวทางการรักษากระดูกสะโพกหักในปัจจุบันที่ดีและเหมาะสมที่สุดคือการรักษาด้วยการผ่าตัด จากงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาพบว่า การรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการไม่ผ่าตัด นอนดึงให้กระดูกติด จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่รักษาด้วยการผ่าตัดมากถึง 2 – 3 เท่า ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักอันเนื่องมาจากโรคกระดูกพรุนด้วยการผ่าตัดจะช่วยรักษาให้ผู้ป่วยสามารถลุกเดิน เคลื่อนไหวได้ไวขึ้น มีการเกิดโรคแทรกซ้อนน้อย และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ การผ่าตัดส่วนใหญ่นั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งการหักของกระดูกสะโพกบางครั้งก็ใช้วิธีการผ่าตัดยึดตรึงกระดูกด้วยแผ่นเหล็ก บางครั้งก็ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม 

        ก่อนผ่าตัดแพทย์จะต้องทำการประเมินสภาวะต่างๆของร่างกายอย่างละเอียดทั้งในส่วนของกระดูกสะโพกที่หัก สภาพทั่วไปของร่างกาย การทำงานของหัวใจ ปอด การตรวจเลือดเพื่อดูภาวะการทำงานของตับ ไต และเกลือแร่ในร่างกาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสภาพร่างกายของผู้ป่วยพร้อมที่จะรับการผ่าตัดได้ และให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยมากที่สุดจากการผ่าตัด นอกจากนี้แพทย์จะอธิบายให้ญาติพี่น้องและผู้ป่วยเพื่อความเข้าใจในเรื่องของกระดูกสะโพกหัก วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด ประโยชน์จากการรักษา รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการผ่าตัด เช่น การเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นที่ปอด การสูญเสียเลือด การดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัด โปรแกรมการทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกาย ผลลัพธ์ระยะยาว การพยากรณ์โรค ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัดคือควรทำหลังจากที่ได้ตรวจร่างกายและตรวจทางห้องทดลองอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้วจึงทำการผ่าตัดรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ป่วย 

        หลังจากที่รักษากระดูกสะโพกหักแล้วยังมีความจำเป็นต้องรับการรักษาเรื่องกระดูกพรุนต่อเพื่อป้องกันการเกิดกระดูกหักเพิ่ม เช่น การหักของกระดูกสะโพกหักอีกข้างหนึ่ง การเกิดกระดูกสันหลังหักยุบ และการหักของกระดูกในตำแหน่งอื่นๆ  ผู้ป่วยเหล่านี้มีความจำเป็นต้องรับการรักษาโรคกระดูกพรุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังยุบจากโรคกระดูกพรุน พบว่าถ้าไม่ได้ให้การรักษาที่เหมาะสมจะพบว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดกระดูกหักเพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 20  


การรักษาโรคกระดูกพรุนประกอบด้วย

การปรับปรุงการใช้ชีวิตประจำวัน (lifestyle modifications)

        • ผู้ป่วยทุกคนควรออกกำลังกายที่ให้ร่างกายมีการรับน้ำหนักต่อกระดูก เช่นการเดิน การวิ่ง ร่วมกับการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 

        • ผู้ป่วยทุกรายที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหวควรต้องส่งต่อให้นักกายภาพบำบัดเพื่อทำการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย

        • ผู้ป่วยทุกคนควรได้ รับคำแนะนำในการป้องกันการหกล้ม ซึ่งได้แก่ การปรับแสงไฟฟ้าให้สว่างเพียงพอภายในที่พักอาศัย จัดวางสิ่งของภายในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การใช้เครื่องพยุงช่วยเดิน หลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นผิวไม่เรียบ ถ้ามีปัญหาทางสายตาควรได้รับการแก้ไขเช่น โรคต้อกระจก ต้อหิน


สารอาหารสำหรับกระดูก

        • ผู้ป่วยควรได้รับ แคลเซียมและวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนควรได้รับปริมาณของแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม ทางอาหารและแคลเซียมเสริมชนิดเม็ด ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการวันละ 800 IU


การใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุน

ในปัจจุบันยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนมี 2 กลุ่ม คือ

        1. ยาที่กระตุ้นการสร้างมวลกระดูกขึ้นมาใหม่ซึ่งใช้ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุกวันวันละ 1 ครั้งต่อเนื่องกันนาน 2 ปี เหมาะสมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนชนิดรุนแรงร่วมกับการเกิดกระดูกหักหลายตำแหน่ง  

        2. ยายับยั้งการทำลายกระดูกซึ่งมี 2 รูปแบบทั้งชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด หรือฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง 

        ความสำเร็จของการรักษาโรคกระดูกพรุนขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร แคลเซียม วิตามินดี และการใช้ยาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมทั้งป้องกันไม่ให้หกล้ม หรือในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนไม่ควรก้มเก็บของเพราะจะเพิ่มโอกาสการยุบตัวของกระดูกสันหลังด้วย


ภาพกระดูกปกติ



ภาพกระดูกพรุน






ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter