การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิด (Newborn Hearing Screening)

การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิด

(Newborn Hearing Screening)

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-062-R-00

 

ทำไมเด็กแรกเกิดทุกคนควรตรวจการได้ยิน

ความสำคัญของการตรวจคัดกรองการได้ยิน

ในเด็กแรกเกิด คุณแม่มักใส่ใจในสิ่งที่มองเห็นภายนอกเป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องการกินนม การ    ขับถ่าย แต่มีบางเรื่องที่มักมองข้าม ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งกว่าคุณแม่จะรู้ว่าลูกตัวเองผิดปกติก็เกือบ จะสายเกินแก้ไข อย่างเช่น การได้ยินในเด็กแรกเกิด ซึ่งปัญหาการสูญเสียการได้ยินในเด็กมีผลกระทบ อย่างมากต่อพัฒนาการทางภาษาและการพูด

         จากการศึกษาพบว่า การตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ จะทำให้เด็กได้รับการช่วยเหลือ ฟื้นฟู สมรรถภาพการได้ยิน จะส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษา การพูดสมวัย รวมทั้งพัฒนาการด้านอื่นๆ    เช่น อารมณ์ สังคม การเรียนรู้ต่างๆ ก็จะดีตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถวินิจฉัยภาวะ ผิดปกติทางการได้ยินก่อนเด็กอายุ 6 เดือน แล้วรีบให้การช่วยเหลือ อาจช่วยให้เด็กนั้นมีพัฒนาการ ใกล้เคียงกับเด็กปกติ การตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติทางการได้ยินจึงควรทำตั้งแต่แรกเกิด ที่เรียกว่า การตรวจคัดกรองการได้ยินในเด็กแรกเกิด (Newborn Hearing Screening)

 

ตรวจคัดกรองการได้ยิน ทำได้อย่างไร

การตรวจคัดกรองการได้ยิน สามารถตรวจตั้งแต่แรกเกิดในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 วันขึ้นไป โดยใช้ เครื่องมือที่เรียกว่า Otoacoustic emissions (OAE) ซึ่งเป็นการตรวจการทำงาน ของเซลล์ประสาท หูชั้นในส่วนการได้ยินว่าทำงานดีหรือไม่ เป็นการตรวจแบบเร็ว โดยอาศัยหลักว่า ถ้าหูชั้นในทำงานดี แสดงว่าเด็กได้ยิน

การตรวจไม่ต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็ก ทำการทดสอบในขณะที่เด็กหลับอยู่นิ่งๆ โดยปล่อย เสียงกระตุ้น เมื่อเครื่องทำงานจนจบ จะแสดงผลการตรวจโดยอัตโนมัติ ใช้เวลาในการทดสอบน้อย ไม่ทำ ให้เด็กเจ็บปวด ทราบผลทันทีเมื่อสิ้นสุดการตรวจ และมีความแม่นยำสูง

 

เด็กที่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองการได้ยิน

ทารกทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน โดยเฉพาะทารกที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ยิ่งจำเป็น ต้องได้รับการตรวจมากขึ้น


เด็กกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

1.    เด็กที่มีประวัติคนที่อยู่ในครอบครัวหูตึงตั้งแต่ยังเล็ก

2.    เด็กที่มีความผิดปกติของหน้าตา โครงหน้าที่ผิดปกติ รวมทั้งปากแหว่าง เพดานโหว่

3.    โรคทางพันธุกรรม

4.    แม่มีภาวะติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน เริม ติดเชื้อไซโตเมคตะโสไวรัส เป็นต้น

5.    เด็กที่คลอดออกมาแล้วน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม

6.    มีตัวเหลืองมากๆ แรกคลอด ขนาดต้องถ่ายเลือด

7.    มีภาวะขาดออกซิเจนรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด

8.    ภาวะติดเชื้อตั้งแต่แรกเกิด เพราะการติดเชื้อจะไปทำลายประสาทหูชั้นใน รวมถึงการใช้ยาปฏิชีวนะบางตัวที่เด็กได้รับซ้ำ อาจไปทำลายหูชั้นในเช่นกัน

 

หลักการได้ยิน

หูคนเราจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.   หูชั้นนอก เป็นเหมือนผิวหนังทั่วไป

2.   หูชั้นกลาง ซึ่งจะมีแก้วหูเป็นตัวกั้นระหว่างหูชั้นนอกกับหูชั้นกลาง และก็ต่อด้วยกระดูก ค้อน ทั่ง โกลน ซึ่งมีหน้าที่นำและขยายเสียงเข้าสู่หูชั้นใน

3.   หูชั้นใน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนของการได้ยินและส่วนของการหดตัว ถ้าหูชั้นนี้มีความผิดปกติ การได้ยินจะเสียไป

 

การดูแลหูลูก

ไม่ต้องทำอะไรกับหูลูกดีที่สุด ถ้าจะทำความสะอาด ต้องทำเพียงรอบนอกเท่านั้น คือ บริเวณใบหู ไม่จำเป็นต้องใช้พันสำลีเข้าไปในเช็ดในหู หรือแคะขี้หูออกมา เพราะแทนที่ขี้หูจะหลุดออกมา อาจจะ กลายเป็นว่าดันขี้หูเข้าไปลึกขึ้น หรือถ้าน้ำเข้าหู ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะน้ำไม่สามารถผ่านแก้วหูเข้าไป   ได้ (ถ้าแก้วหูไม่ทะลุ) ข้างในรูหูนั้นก่อนที่จะเข้าสู่หูชั้นกลาง ก็เหมือนกันกับผิวหนังธรรมดา ที่สามารถ เปียกน้ำได้นั่นเอง

คุณพ่อคุณแม่ควรมีความช่างสังเกตลูก อย่างเช่นในเด็ก 5-6 เดือน เมื่อเรียกหรือมีเสียงใกล้ๆ แต่ลูกยังไม่หันตามเสียง ควรรีบพาไปพบแพทย์ ถ้าเป็นเด็กแรกเกิด เด็กทุกคนจะตอบสนองแต่เสียงดังๆ เท่านั้น เด็กจะสะดุ้งอย่างชัดเจน แต่ถ้าไม่สะดุ้ง นั่นอาจหมายความว่าเด็กอาจมีปัญหาทางการได้ยิน


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter