ปวดศีรษะ

พญ.ผกามาศ  พสกภักดี

อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมอง

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-153-R-00


 

 

อาการปวดศีรษะ เป็นอาการที่พบได้บ่อย  เกิดได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ผู้ใหญ่เกือบทุกคนล้วนเคยปวดศีรษะมาไม่มากก็น้อย จากการสำรวจพบว่า  ประชากรทั่วโลกร้อยละ 46 เคยมีอาการปวดศีรษะ  โดยส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรงและอาจหายไปได้เอง  กลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว รองลงมาเป็นปวดศีรษะไมเกรน

 

โรคปวดศรีษะมีแบบไหนบ้าง

โรคปวดศีรษะจำแนกได้เป็น 3 ประเภท  คือ 

1.   โรคปวดศีรษะปฐมภูมิ

คือ  กลุ่มอาการปวดศีรษะที่ตรวจไม่พบความผิดปกติทางกายวิภาคของสมอง เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ร้ายแรง มักพบบ่อยกว่าโรคปวดศีรษะประเภทอื่น เช่น โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว  ปวดศีรษะไมเกรน เป็นต้น

2.   โรคปวดศีรษะทุติยภูมิ

คือ กลุ่มอาการปวดศีรษะที่มีความผิดปกติทางกายวิภาคของระบบประสาท หรือนอกระบบประสาท ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการทางระบบประสาทอื่นๆ  เช่น  ฝีในสมอง  เนื้องอก เลือดออกในสมอง  ความดันในโพรงสมองสูง เป็นต้น

3.   โรคปวดศีรษะจากเส้นประสาทสมอง  โรคปวดใบหน้า และโรคปวดศีรษะชนิดอื่นๆ

ซึ่งพบได้น้อย

 

ปวดศีรษะแบบใดอันตรายและต้องไปพบแพทย์

         เนื่องจากอาการปวดศีรษะเป็นอาการที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยหลายท่านอาจคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผู้ป่วยควรสังเกตอาการปวดศีรษะของตนเอง  หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์

 

-       ปวดศีรษะรุนแรง ฉับพลันทันทีทันใดแบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน

-       อาการปวดศีรษะที่มีอาการมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาที่ปวด

-       อาการปวดศีรษะที่ลักษณะการปวดต่างจากที่เคยปวดประจำ

-       อาการปวดศีรษะที่แย่ลง เมื่อไอ จาม เบ่ง หรือเปลี่ยนท่าทาง

-       ปวดศีรษะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด 

-       ปวดศีรษะหลังจากได้รับอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ เช่น ศีรษะกระแทก โดนทำร้ายร่างกาย

-       อาการปวดศีรษะเริ่มต้นเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี

-       ปวดศีรษะร่วมกับอาการอื่น เช่น  อ่อนแรง  ชาแขนขาครึ่งซีก มองเห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว   พูดไม่ออก   พูดไม่ชัด

      ปากเบี้ยว  เดินเซ  ไข้  พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง  ความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงอาเจียนพุ่ง  เป็นต้น

-       ทานยาแก้ปวดแล้ว  แต่อาการไม่บรรเทา

 

ถ้าไปพบแพทย์แล้ว  แพทย์จะทำอะไรบ้าง

1.    ซักประวัติ 

ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดที่จะช่วยในการวินิจฉัย  ดังนั้น ผู้ป่วยควรเล่ารายละเอียดให้ได้มากที่สุด  ทั้งลักษณะการปวด  ระยะเวลาที่ปวด  ตำแหน่งที่ปวด  ความรุนแรงที่ปวด  อาการนำก่อนปวดศีรษะ  สิ่งที่กระตุ้นให้ปวดศีรษะ สิ่งที่ช่วยให้อาการปวดศีรษะลดลงอาการอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย ประวัติการใช้ยา  โรคประจำตัว  รวมทั้งประวัติครอบครัว

2.    ตรวจร่างกาย

แพทย์จะทำการตรวจทั้งตรวจร่างกายทั่วไป  และตรวจร่างกายทางระบบประสาทโดยละเอียด  

3.    ตรวจทางห้องปฏิบัติการ 

โดยทั่วไปไม่ได้ทำการตรวจในผู้ป่วยทุกราย  จะทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุในรายที่สงสัยเท่านั้น  เช่น  ตรวจนับเม็ดเลือดในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะร่วมกับไข้ เจาะน้ำไขสันหลังส่งตรวจในกรณีที่สงสัยเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

4.    ตรวจทางรังสีของสมอง 

โดยทำการตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจในกรณีที่สงสัยว่าอาการปวดศีรษะนั้นมีพยาธิสภาพที่สมอง เช่น เนื้องอก เลือดออกในสมองหรือชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง หลอดเลือดดำในสมองอุดตัน ฝีในสมอง  เป็นต้น 

 

ถ้ามีอาการปวดศีรษะ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร

-       หากมีอาการปวดศีรษะแบบอันตรายดังกล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์

-       ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อยารับประทานเอง 

-       นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

-       ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

-       ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือใช้สารเสพติด

-       หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียด 

-       หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดอาการปวดหัว 

 

 

เอกสารอ้างอิง : ตำราประสาทวิทยาคลินิก (Textbook of clinical neurology Volume 2) สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย 


Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter