มะเร็งลำไส้

อ้างอิงข้อมูลจาก พญ. อาภา เตชกานนท์

อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-140-R-00

 

มะเร็งลำไส้เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของระบบทางเดินอาหาร โดยในประเทศไทยพบมากเป็นอันดับ 3 ในเพศชาย และอันดับ 5 ในเพศหญิง โดยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามอายุ


ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้

1.  ประวัติทางพันธุกรรม

2.  โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease)

3.  อาหารและสิ่งแวดล้อม

- การบริโภคเนื้อแดง ได้แก่ เนื้อหมู วัว แกะ แพะหรือเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม

- การบริโภคอาหารทีมีธาตุเหล็กสูง

- ภาวะอ้วน

- ารดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

- การสูบบุหรี่

ส่วนปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่ การรับประทานผักผลไม้ การดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมเพื่อให้ได้แคลเซียม และการออกกำลังกาย

 

อาการและอาการแสดง

1.    ปวดท้องหรือคลำได้ก้อนในท้อง

2.    ถ่ายเป็นเลือดหรือการขับถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสีย ปวดเบ่ง ถ่ายไม่    สุด อุจจาระลำเล็กลง

3.    โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

4.    อาการลำไส้อุดตันหรือลำไส้ทะลุ

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในบุคคลปกติ

การเกิดมะเร็งลำไส้ เชื่อว่ามีการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากเนื้อเยื่อปกติเกิดเป็นติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และพัฒนาจนเป็นมะเร็งลำไส้ ใช้ระยะเวลาประมาณ 10-15 ปี

เนื่องจากระยะที่มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่และมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ ดังนั้น จึงควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้เมื่ออายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยหากตรวจพบติ่งเนื้อและตัดออก สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ร้อยละ 88-90 เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ตัดติ่งเนื้อออก

 

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในบุคคลที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่

         หากมีประวัติญาติสายตรงลำดับที่หนึ่ง ได้แก่ พ่อ แม่ พี่น้อง บุตร เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีติ่งเนื้อชนิดที่มีความเสี่ยงในการกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุน้อยกว่า 60 ปี หรือมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตาม  ควรเริ่มตรวจคัดกรองโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ที่อายุ 40 ปี หรือ 10 ปีก่อนหน้าอายุของญาติที่เริ่มป่วยเป็นมะเร็ง และหากผลการตรวจเป็นปกติ ควรตรวจซ้ำทุก 5 ปี

 

      -  หากมีประวัติญาติสายตรงลำดับที่ 1 เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีติ่งเนื้อชนิดที่มีความเสี่ยงในการกลายเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่ออายุ  มากกว่า 60 ปี หรือญาติลำดับที่สอง (ได้แก่ ปู่ย่า ตายาย ลุงป้า น้าอา หลาน) ตั้งแต่สองคนขึ้นไป ควรเริ่มตรวจคัดกรองโดยวิธีการใดก็ได้  เมื่ออายุ 40 ปี และหากผลการตรวจเป็นปกติ ควรตรวจซ้ำทุก 10 ปี

 

การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ในบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคพันธุกรรมบางชนิด และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory bowel disease) จะมีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้สูงกว่าคนปกติหลายเท่า และพบตั้งแต่ช่วงอายุยังน้อย การตรวจคัดกรองด้วยวิธีทั่วไปจึงไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการเฝ้าระวังตามแต่ละโรคต่อไป

 

วิธีการตรวจคัดกรอง

1.   การตรวจหาเลือดออกแฝงในอุจจาระ

      เป็นวิธีที่สะดวก ทำได้ง่ายและปลอดภัย แต่มีความไวและความจำเพาะด้อยกว่าวิธีอื่น และยังต้องตรวจบ่อยทุก 1-2 ปี

 

2.   การตรวจหาดีเอนเอที่ผิดปกติในอุจจาระ

      สะดวกทำได้ง่ายและปลอดภัย แต่ราคาสูงและยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แนวทางปฏิบัติส่วนใหญ่จึงยังไม่แนะนำให้ใช้

 

3.   การส่องกล้องซิกมอยด์ (Sigmoidoscopy)

      เป็นการส่องกล้องทางทวารหนักโดยใช้กล้องแบบอ่อนยาว 60 เซนติเมตร ซึ่งสามารถตรวจลำไส้ส่วนปลาย มีความไวและความจำเพาะในการตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่สูง โดยหากพบติ่งเนื้อที่มีความเสี่ยงในการกลายเป็นมะเร็งลำไส้ แนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อทุกราย แต่หากผลตรวจเป็นปกติ แนะนำให้ส่องซ้ำทุก 5 ปี

 

4.   การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

     มีความไวและความจำเพาะในการตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่สูงที่สุด และสามารถตรวจได้ตลอดทั้งลำไส้ใหญ่ โดยสามารถตัดติ่งเนื้อออกได้ระหว่างส่องกล้อง แต่มีความเสี่ยง เช่น การเกิดเลือดออกหรือลำไส้ทะลุ ประมาณร้อยละ 0.1-0.36 และต้องมีการเตรียมลำไส้ก่อนทำ หากผลตรวจเป็นปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก10ปี




การตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ (Polypectomy) 


มะเร็งลำไส้ใหญ่ 

 

5.   การกลืนกล้องแคปซูลลำไส้ใหญ่ (Capsule colonoscopy)

           การตรวจมีความปลอดภัย แต่การเตรียมลำไส้มีความยุ่งยากมากกว่าการเตรียมเพื่อส่องกล้องลำไส้ใหญ่ปกติ และมีราคาสูง ประกอบกับการศึกษายังไม่มีมากนัก จึงยังไม่นิยมใช้

 

6.   การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT colonography)

หากติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่กว่า 9 มิลลิเมตร จะมีความไวและความจำเพาะสูงถึงร้อยละ 80 แต่หากติ่งเนื้อมีขนาดเล็กลง ความไวจะต่ำลง และวิธีนี้มีความไวต่ำในการตรวจหารอยโรคชนิดแบนราบหรือชนิดบุ๋ม

หากตรวจพบติ่งเนื้อขนาด 6 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือขนาดใดก็ได้ตั้งแต่ 3 อันขึ้นไป ควรส่องกล้องลำไส้ใหญ่ต่อเพื่อตัดติ่งเนื้อแต่หากพบติ่งเนื้อขนาด 5 มิลลิเมตรลงมาหรือผลการตรวจปกติ แนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 5 ปี

 

7.   การสวนแบเรียม (Double Contrast Barium Enema)

      มีความไวในการตรวจพบติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ต่ำ แนวทางปฏิบัติทั่วโลกส่วนใหญ่จึงไม่แนะนำให้ใช้แล้ว

 

การตรวจเลือดค่า CEA (Carcinoembryonic antigen)

CEA พบในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ได้สูงกว่าคนทั่วไป แต่เนื่องจากความไวต่ำ จึงไม่แนะนำใช้ในการตรวจคัดกรองหรือวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ และสามารถขึ้นได้จากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น การสูบบุหรี่ ภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน กระเพาะอาหารอักเสบหรือแผลในกระเพาะอาหาร โรคตับ โรคปอด รวมทั้งการได้ยาเคมีบำบัดบางชนิด

         หากตรวจพบค่า CEA สูง โดยมีอาการที่เข้าได้หรือมีปัจจัยเสี่ยงแนะนำให้ตรวจค้นเพิ่มเติม แต่หากไม่มี การแปลผลต้องใช้ความระมัดระวัง

         ส่วนการตรวจ CEA ที่ยืนยันว่าได้ประโยชน์ คือ ใช้เพื่อประเมินและติดตามการรักษาในแง่พยากรณ์โรค การตอบสนองต่อการรักษา การเฝ้าระวังการเกิดโรคซ้ำหรือแพร่กระจาย โดยใช้เฝ้าติดตามเป็นระยะร่วมกับวิธีอื่นๆ


 

การรักษา

แบ่งเป็นการรักษาเฉพาะที่และการรักษาที่มีผลทั่วร่าง

 

การรักษาเฉพาะที่ (Local therapy)

         - การผ่าตัด ถือเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด

         - การใช้รังสีรักษา มีบทบาทในการรักษาเสริมสำหรับมะเร็งลำไส้ในตำแหน่งลำไส้ตรง (rectalcancer) ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดในรายที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกลับเป็นซ้ำ

         ส่วนการใช้รังสีรักษาในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ไม่ใช่ส่วนของลำไส้ตรงนั้น บทบาทยังไม่ชัดเจน


การรักษาที่มีผลทั่วร่าง (systemic therapy) พิจารณาในรายที่มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง

         - การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

         - ยารักษามุ่งเป้าระดับโมเลกุล (Molecular-targeted drugs) ซึ่งพัฒนาให้ยับยั้งอย่างจำเพาะกับการเปลี่ยนแปลงที่พันธุกรรม หรือลักษณะจำเพาะของเซลล์มะเร็งที่แตกต่างจากเซลล์ปกติของร่างกาย

 

เอกสารอ้างอิง

1.สุพจน์พงศ์ประสบชัย,พิเศษ พิเศษพงษา,มล.ทยา กิติยากร,องอาจ ไพรสณฑรางกูร.มะเร็งลำไส้ Colorectal cancer.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร;2558.

2.Robert S.Bresalier.Colorectalcancer.In:MarkFeldman,LawrenceS.Friedman,LawrenceJ.Brandt.Sleisenger and Fordtran’s gastrointestinal and liver disease.

9th ed.Canada;2010.p2191-238 



Call Center : 0-5393-6900-1
Line iD : @sriphatcenter