ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

พญ.ทรงภรณ์  โอฬารรัตนชัย

อายุรแพทย์โรคมะเร็ง

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-142-R-00

 


การตรวจคัดกรองคืออะไร

การตรวจคัดกรอง (Screening test) คือ การตรวจสอบด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในกลุ่มคนที่ยังไม่มีอาการ เพื่อคัดกรองโรค หรือความผิดปกติของร่างกาย ก่อนที่จะปรากฏอาการหรืออาการแสดง

การตรวจคัดกรองสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือการตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ โดยการตรวจคัดกรองไม่ใช่การตรวจวินิจฉัย แต่เป็นเครื่องมือชี้นำว่ามีความผิดปกติ เพื่อนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยต่อไปด้วยเครื่องมือในการวินิจฉัยโรค (Diagnostic test) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจเพื่อยืนยันว่าผู้ที่มีอาการหรืออาการแสดงต่างๆ หรือผู้ที่มีผลบวกจากการตรวจคัดกรองนั้นเป็นโรคจริง

 

โรคใดบ้างที่เหมาะกับการตรวจคัดกรอง

       โรคที่เหมาะสมกับการตรวจคัดกรอง จะต้องเป็นโรคที่สามารถตรวจพบได้ก่อนแสดงอาการ เป็นโรคที่พบตั้งแต่ระยะเริ่มแรกแล้วมีการพยากรณ์โรคที่ดี และมีอัตราความชุกของโรคสูง โดยโรคนั้นๆ ต้องมีวิธีการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม สามารถตรวจได้ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลข้างเคียงแทรกซ้อนจากการตรวจน้อย ค่าใช้จ่ายในการตรวจไม่สูงจนเกินไป คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงการตรวจได้ง่าย

 

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง

       ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้น การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง คือ การตรวจหาโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ในผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการ เพื่อลดอัตราตายในผู้ที่ได้รับการตรวจ โรคที่เหมาะสมกับการตรวจคัดกรองจะต้องเป็นมะเร็งชนิดที่พบได้บ่อย สามารถรักษาให้หายขาดได้ในกรณีที่พบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และมีวิธีการตรวจคัดกรองที่ปลอดภัย มีความเสี่ยงต่ำ ค่าใช้จ่ายไม่สูง เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

 



การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

       ปัจจุบัน โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบได้เป็นอันดับต้นๆ ในเพศหญิง เป็นโรคที่หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก สามารถรักษาให้หายขาด และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคได้ จึงเป็นโรคที่ควรได้รับการตรวจคัดกรอง โดยวิธีการตรวจคัดกรองที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ได้แก่ การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การตรวจเต้านมโดยแพทย์ และการตรวจด้วยภาพรังสีแมมโมแกรม (Mammography)

 

บุคคลที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรอง ได้แก่

1.   สตรีที่มีอายุ 25-40 ปี ควรเข้ารับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ ทุก 1-3 ปี และควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ

2.   สตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจเต้านมโดยแพทย์ และทำแมมโมแกรม ทุก 1 ปี

 

   ในคนมีประวัติครอบครัวดังต่อไปนี้ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าประชากรทั่วไป

·       มีญาติสายตรงที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมก่อนอายุ 45 ปี หรือมีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม มากกว่าหรือเท่ากับ 2 ราย ไม่จำกัดอายุ

·       มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งรังไข่

·       มีญาติสายตรงเพศชายที่เป็นมะเร็งเต้านม

·       มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งดังต่อไปนี้ มากกว่าหรือเท่ากับ 3 ชนิด ได้แก่ มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเนื้อเยื่ออ่อน (Sarcoma) มะเร็งของต่อมหมวกไต (Adrenocortical carcinoma) มะเร็งสมอง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งไต และมะเร็งกระเพาะอาหาร 

 



การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่

       มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ปกติในลำไส้ใหญ่มีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงอาจใช้เวลาเป็นปี และในระยะแรกอาจเป็นเพียงเนื้องอกธรรมดา แต่สามารถลุกลามกลายเป็นมะเร็งได้ หากไม่ได้รับการรักษา

 

       บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนทั่วไป ที่ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม ได้แก่

·       มีประวัติเป็นเนื้องอกที่ผนังลำไส้ใหญ่ (Adenoma หรือ Sessile serrated polyp)

·       มีประวัติเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

·       เป็นโรคลำไส้อักเสบ Inflammatory bowel disease ได้แก่ โรค Ulcerative colitis และ Crohn’s disease

·       มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการวินิจฉัยก่อนอายุ 60 ปี 1 ราย หรือ มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 2 รายขึ้นไป ไม่จำกัดอายุ

 

       ผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และไม่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น สามารถตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ 4 วิธี ดังนี้

 

1.      ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจที่สามารถเห็นความผิดปกติภายในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด และสามารถตัดชิ้นเนื้อที่สงสัยเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ โดยในรายที่ผลตรวจปกติ แนะนำให้ทำซ้ำที่ 10 ปี

2.      การตรวจโดยวิธีซิกมอยด์โดสโคป (Sigmoidoscopy) เป็นการส่องกล้องเพื่อดูบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง หากเห็นลักษณะผิดปกติต่างๆ ก็สามารถตัดชิ้นเนื้อไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้เช่นเดียวกัน โดยรายที่ผลตรวจปกติ แนะนำให้ทำซ้ำที่ 5 ปี

3.      การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal occult blood test: FOBT) เป็นการตรวจเบื้องต้นดูว่ามีเนื้องอกที่เป็นมะเร็งหรือไม่ หากตรวจพบเลือดในอุจจาระควรได้รับการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อการวินิจฉัยโรคต่อไป หากตรวจแล้วไม่พบเลือดในอุจจาระ แนะนำให้ตรวจซ้ำทุกปี

4.      การตรวจด้วยเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ CT colonoscopy จะพิจารณาในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อการตรวจด้วยวิธีส่องกล้องได้




การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก

       มะเร็งต่อมลูกหมากในระยะแรกมักจะมีการเจริญอย่างช้าๆ อาจใช้เวลาหลายปีก่อนจะเกิดอาการ แต่เป็นโรคที่มีสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor marker) ที่มีความจำเพาะต่อเซลล์ต่อมลูกหมากโดยเฉพาะ คือ PSA (Prostate specific antigen) ซึ่งสามารถใช้ในการตรวจคัดกรองได้

       วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสามารถทำได้โดยการตรวจทางทวารหนักโดยแพทย์ (Digital rectal examination: DRE) และการตรวจเลือดหาระดับ PSA

ปัจจุบันแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองในผู้ชาย อายุ 45-70 ปี โดยหากผลการตรวจทางทวารหนัก (DRE) ปกติ และระดับ PSA ≥ 3 ng/ml ควรเข้ารับคำแนะนำและรับการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทาง หาก PSA 1-3  ng/ml แนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 1-2 ปี หากระดับ PSA < 1 ng/ml แนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 2-4 ปี ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 75 ปี และคาดว่าจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจที่เหมาะสมในแต่ละรายได้




การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

       ปัจจุบันเป็นที่ทราบชัดเจนแล้วว่า การติดเชื้อ Human Papilloma virus (HPV) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก โดยกระบวนการก่อโรคแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ การติดเชื้อ HPV การคงอยู่ของเชื้อ HPV การเป็นรอยโรคก่อนมะเร็ง และการเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-20 ปี นับตั้งแต่ติดเชื้อจนเป็นมะเร็งปากมดลูก จุดประสงค์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือ การตรวจหารอยโรคก่อนมะเร็ง เพื่อให้การรักษาก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็งระยะลุกลาม โดยคำแนะนำในหารตรวจคัดกรองแบ่งตามกลุ่มอายุดังนี้

1.     สตรีที่มีอายุน้อยกว่า 21 ปี ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรอง

2.     สตรีในช่วงอายุ 21-29 ปี ให้ตรวจคัดกรองด้วยวิธี Pap smear ทุก 3 ปี หากผลตรวจปกติ

3.     สตรีในช่วงอายุ 30-65 ปี ควรตรวจด้วย HPV testing (การตรวจหาเชื้อ HPV) ร่วมกับ Pap smear หรือเรียกว่า “cotesting” ทุก 5 ปี หากผลการตรวจทั้งสองวิธีให้ผลปกติ โดยไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วย HPV testing เพียงอย่างเดียว หรือ สามารถตรวจด้วย Pap smear เพียงอย่างเดียว ทุก 3 ปี ในรายที่ไม่สามารถรับการตรวจด้วย HPV testing ได้

4.     สตรีที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือหลังผ่าตัดมดลูก ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง หากไม่มีผลการตรวจที่ผิดปกติมาก่อนหน้านี้

5.     สตรีที่ฉีด HPV vaccine แล้ว แนะนำให้ตรวจคัดกรองตามช่วงอายุที่ได้กล่าวมา

 

เอกสารอ้างอิง

-    NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Breast Cancer Screening and Diagnosis Version 1.2015

-    NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Colorectal Cancer Screening Version 1.2015

-    NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology Prostate Cancer Early Detection Version 2.2016

-    .นพ.จตุพลศรีสมบูรณ์. Current Guidelines for Cervical Cancer Screening: Recommendations of ACS, ASCCP & ASCP.

-    American Cancer Society’s screening recommendations

 

Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter