ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

โรคไตจากเบาหวาน

นพ.ณัฐพล  เลาหเจริญยศ

อายุรแพทย์โรคไต

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-143-R-00

 


         โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เพิ่มมากขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก และเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย  การที่ผู้ป่วยเบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดีเป็นเวลานาน มีผลทำให้การทำงานของไตลดลงเร็วกว่าผู้ป่วยที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีถึง 10 เท่า  ที่สำคัญคือผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่มีอาการในช่วงแรกๆ  เมื่อเริ่มมีอาการและมาพบแพทย์ก็เป็นโรคไตเรื้อรังระยะท้ายๆ และต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต (การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางหน้าท้อง)ในที่สุด

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตจากเบาหวาน มีดังต่อไปนี้

1.    การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่ดี

2.    การควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงไม่ดี

3.    ภาวะไขมันในเลือดสูง

4.    การสูบบุหรี่

5.    ภาวะอ้วนจากดัชนีมวลกายสูง ( Body Mass Index , BMI  )

6.    ปัจจัยทางพันธุกรรม โอกาสเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นเมื่อญาติสายตรงเป็นโรคไตจากเบาหวาน



 

แนวทางการชะลอการเสื่อมของไตจากเบาหวาน

1.   การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

1.1      ผู้ป่วยเบาหวานทั่วไปที่ไม่ได้เป็นโรคไต และผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานระยะที่ 1-3 

: ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงให้อยู่ในช่วง 90-130 มิลลิกรัม %

: ควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารให้น้อยกว่า 180 มิลลิกรัม %

: ควรควบคุมระดับฮีโมโกลบิน เอวันซี (Hb A1C ; เป็นค่าน้ำตาลสะสม บอกถึงความสม่ำเสมอในการควบคุมน้ำตาลของผู้ป่วยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา) ให้มีค่าน้อยกว่า 7.0 

1.2      ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานระยะที่ 4-5  ผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหลายโรค  ผู้ป่วยสูงอายุ  ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งอาจอันตรายถึงชีวิต การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอาจไม่เข้มงวดเหมือนกับผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วไป และผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานระยะที่ 1-3 (อนุโลมให้ Hb A1C มากกว่า  7.0 ; พิจารณาเป็นรายๆไป)

 

2.   การควบคุมความดันโลหิต

2.1      ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานที่มีอัลบูมินในปัสสาวะน้อยกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน ควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้น้อยกว่า 140 /90 มิลลิเมตรปรอท

2.2      ผู้ป่วยโรคไตจากเบาหวานที่มีอัลบูมินในปัสสาวะมากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน ควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้น้อยกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท

2.3      พิจารณาเลือกใช้ยาลดความดันกลุ่มเอซีอีไอ ( ACE-I ) หรือเออาร์บี ( ARB) เป็นกลุ่มแรก ซึ่งนอกจากเป็นยาลดความดันโลหิตแล้ว ยังสามารถลดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ และชะลอการเสื่อมของไต

 

3.   การลดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ โดยการเลือกใช้ยากลุ่ม ACE-I  หรือ ARB   

 

4.   การควบคุมไขมันในเลือด  

4.1      ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรควบคุมระดับไขมัน LDL  (ไขมันไม่ดี) ให้น้อยกว่า 100  มิลลิกรัม %  

4.2      ผู้ป่วยเบาหวานที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว ควรควบคุมระดับไขมัน LDL ให้น้อยกว่า 70  มิลลิกรัม % 

5.   ลดการทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เริ่มมีไตเสื่อม

6.   ลดอาหารเค็ม  การจำกัดเกลือในอาหารและลดทานอาหารเค็ม สามารถช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตได้ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการลดโปรตีนในปัสสาวะของยากลุ่ม ACE-I และ ARB

7.   การควบคุมน้ำหนักตัว  การลดน้ำหนักสามารถลดโปรตีนในปัสสาวะได้ ควรควบคุมดัชนีมวลกายให้อยู่ในช่วง 18.5 – 24.9  กิโลกรัม/เมตร 2

8.   การงดสูบบุหรี่ 

9.   หลีกเลี่ยงการทานหรือฉีดยาที่มีผลเสียต่อไต เช่น ยาแก้ปวดโดยเฉพาะกลุ่มเอนเสด NSAIDs  หรือยาที่ยังไม่รู้ส่วนประกอบ และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ทำอันตรายกับไต เช่น ยาสมุนไพร ยาหม้อต้ม ยาพื้นบ้าน ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการใช้ยาใหม่ และรีบมาปรึกษาแพทย์เมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหา

10. เนื่องจากโรคเบาหวานทำให้ระบบประสาทบกพร่อง ส่งผลให้กระเพาะปัสสาวะมีแรงบีบตัวน้อยลง และมีปัสสาวะคั่งค้าง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอยู่แล้ว การกลั้นปัสสาวะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ เมื่อเกิดการติดเชื้อบ่อยครั้งสามารถทำให้เกิดไตเสื่อมได้ในที่สุด

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกอายุรกรรม : 0-5393-6909-10
Line iD : @sriphatcenter