คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยในการใช้ยาอะวาสตินฉีดเข้าตา


รศ.นพ.ดิเรก ผาติกุลศิลา 

จักษุแพทย์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-081-R-00




โรคที่มีหลักฐานทางการแพทย์ ว่าได้ประโยชน์จากการรักษาด้วยการฉีดยาอะวาสติน ได้แก่

1. โรคจุดรับภาพเสื่อมชนิดเปียก

2. โรคตาอื่นๆ ที่ทำให้เกิดเส้นเลือดฝอยงอกผิดปกติใต้จุดรับภาพ ได้แก่ ภาวะสายตาสั้นมาก การอักเสบบริเวณจุดรับภาพ การได้รับอุบัติเหตุที่ตา

3. การมีจุดรับภาพบวม เช่น ที่พบในโรคเส้นเลือดดำของจอตาอุดตัน เบาหวานขึ้นตา เป็นต้น

4. อื่นๆ


การใช้ยานอกเหนือข้อบ่งชี้ในเอกสารกำกับยา

แรกเริ่มทีเดียว อะวาสตินไม่ได้ถูกผลิตมาใช้รักษาโรคทางตา แต่ได้รับการผลิตและยอมรับให้ใช้รักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแพร่กระจาย โดยบริษัทผู้ผลิตยาได้อธิบายในเอกสารกำกับยาเกี่ยวกับข้อบ่งชี้ผลข้างเคียง และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้ยาอะวาสตินทางหลอดเลือดดำ โดยอธิบายว่ายา       อะวาสตินมีฤทธิ์ยับยั้งสารเคมีที่มีชื่อว่า วาสคิวล่า เอนโดที่เลียว โกส แฟคเตอร์(Vascular Eudothelial Growth Factor) หรือ สาร “VEGF” ช่วยป้องกันการงอกของหลอดเลือดที่จำเป็นสำหรับการขยายขนาดของก้อนมะเร็ง

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อยาใดได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาแล้ว แพทย์อาจใช้ยาดังกล่าวในการรักษาโรคอื่นๆ นอกเหนือคำแนะนำที่เขียนไว้ในเอกสารกำกับยาได้ แต่แพทย์ต้องอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงข้อจำกัดดังกล่าวเสียก่อน โดยต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รับรองการใช้ยาดังกล่าวในการรักษาโรคที่อยู่นอกเหนือคำแนะนำเอกสารกำกับยา และต้องมีการบันทึกเกี่ยวกับการใช้ยาและผลของการใช้ยาด้วย

จักษุแพทย์ได้มีการนำยาอะวาสตินมาใช้นอกเหนือจากคำแนะนำที่เขียนไว้ในเอกสารกำกับยา โดยฉีดเข้าไปในลูกตา เพื่อรักษาโรคจุดรับภาพเสื่อมชนิดเปียก หรือภาวะจอประสาทตาบวมน้ำจากภาวะเบาหวานขึ้นตา เส้นเลือดดำของจอตาอุดตัน ตลอดจนโรคอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เนื่องจากมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บ่งชี้ว่า โรคดังกล่าวเกิดมาจากร่างกายสร้างสารเคมีชื่อ สารวีจีอีเอฟ มากระตุ้นให้เกิดการงอกของหลอดเลือดฝอยแบบผิดปกติ หรือมีการรั่วของสารน้ำออกมาใต้จุดรับภาพ จักษุแพทย์จำนวนมากทั่วโลกได้ใช้ยาอะวาสตินในการรักษาผู้ป่วยโรคจุดรับภาพเสื่อมชนิดเปียก หรือภาวะจอประสาทตาบวมน้ำ ผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาดังกล่าวมักมีจอประสาทตาบวมน้อยลงและมีการมองเห็นที่ดีกว่าไม่รักษา และดีกว่าการรักษาด้วยเลเซอร์เพียงอย่างเดียว

 

ข้อจำกัดในการใช้ยา

ยาฉีดอะวาสตินมีฤทธิ์ในการรักษาเพียง 1 เดือน ต่อการฉีดเข้าตา 1 ครั้ง จึงต้องมีการฉีดซ้ำจนกว่าโรคจะสงบ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีการมองเห็นดีขึ้นบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นมองเห็นเท่าตาปกติ อย่างไรก็ตามบางรายอาจไม่ได้ผล หรือบางรายอาจตามัวลงจากโรคตาเดิม


วิธีการใช้ยา

หลังจากหยอดยาชา แพทย์จะฉีดอะวาสตินที่เตรียมไว้เข้าไปในช่องน้ำวุ้นตา จากนั้นจะนัดท่านมาตรวจเป็นระยะเพื่อติดตามผลการรักษา บางรายอาจต้องมีการฉีดยาเข้าตาซ้ำทุก 1 - 3 เดือน จนกว่าโรคจะสงบ


ภาวะแทรกซ้อน

1. ภาวะแทรกซ้อนของการใช้ยาอะวาสตินในผู้ป่วยโรคมะเร็ง : ในการใช้ยาอะวาสตินขนาดสูงเข้าหลอดเลือดดำ อาจเกิดผลข้างเคียง ได้แก่ ทางเดินอาหารทะลุ การมีเลือดออก การมีเส้นเลือดอุดตัน (อัมพาต เส้นเลือดหัวใจตีบ) ความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว การแพ้ยา ท้องเสีย การมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เป็นต้น

2. ความเสี่ยงจากการใช้ยาอะวาสตินฉีดเข้าตา ในการรักษาโรคทางตา : การฉีดยาอะวาสตินมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น น้อยกว่าให้ยาขนาดสูงทางหลอดเลือดดำ เนื่องจากผู้ป่วยทางตามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีกว่าผู้ป่วยโรคมะเร็ง และยาที่ให้ตามีขนาดน้อยกว่ายาที่ใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดดำถึง 400 เท่า อีกทั้งการให้ยาทางหลอดเลือดดำจะมีการกระจายไปทั่วร่างกาย ขณะที่การให้ยาทางตากระจายไปที่อื่นน้อยมาก

แม้ว่าองค์การอาหารและยาไม่รับรองให้ใช้อะวาสตินรักษาโรคทางตา แต่ก็มีการวิจัยที่ศึกษาการใช้ยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน (ออกฤทธิ์แบบเดียวกัน) ตลอดจนมีการศึกษาการใช้อะวาสตินฉีดเข้าตา และตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของอเมริกาว่าได้ผลในการรักษาโรคตาที่กล่าวมาในระดับหนึ่ง


ความเสี่ยงของการฉีดยาใดๆ เข้าตา

แม้ว่าอะวาสตินจะมีแนวโน้มในการชะลอ หรือลดความรุนแรงของโรคลง แต่ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยา อาจทำให้ตามัวลงหรือแม้แต่ตาบอดได้ บางรายอาจมีการผ่าตัดซ้ำ

ยาใดๆ ก็ตามอาจทำให้เกิดการแพ้ได้ อาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่น คัน ลมพิษ หายใจลำบาก และส่วนน้อยอาจเสียชีวิต โดยทั่วไปการแพ้ยามักจะเกิดในผู้ที่มีประวัติอยู่แล้ว เช่น แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้ฝุ่น เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่มีประวัติแพ้ยาใดๆ ท่านควรแจ้งแพทย์ให้ทราบก่อน


ผลข้างเคียงในการฉีดอะวาสตินเข้าตา

ผลข้างเคียงรุนแรง ได้แก่ การติดเชื้อในลูกตา จอตาลอก ต้อกระจก ความดันตาสูง ความดันตาต่ำ เลือดออกในตา เป็นต้น ซึ่งมักทำให้ตามัวลงมากและรวดเร็ว ท่านควรรีบมาพบแพทย์ทันที บางรายอาจได้รับการผ่าตัด

ผลข้างเคียงเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมักหายจากการหยอดตา ได้แก่ ระคายเคืองตา ตาแดงจากเลือดออกใต้เยื่อบุตา เห็นเงาคล้ายหยาก  ไหย่ลอยไปมา บางรายมีการมองเห็นผิดปกติเล็กน้อย


การปฏิบัติตัวหลังฉีดยา

ห้ามให้น้ำเข้าตา และไม่ควรขยี้ตาในช่วง 3 วันหลังฉีดยา ต้องมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอและรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว ถ้ามีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ปวดตา ตามัวลง มีขี้ตามากผิดปกติ

แม้ว่าผลแทรกซ้อนทางกายอื่นๆ จะน้อย แต่ถ้ามีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอาเจียน เลือดออก เจ็บหน้าอก ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาด้านใดด้านหนึ่งอ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน


ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1 / คลินิกจักษุ : 0-5393-6948
Line iD : @sriphatcenter