ปวงข่าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม

ภาวะกรดไหลย้อนที่กล่องเสียงและช่องคอ Laryngopharyngeal Reflux (LPR)


รศ.นพ. พิชิต สิทธิไตรย์ และ พญ.ดนยรัตน์  เรือนมากแก้ว

หน่วยศัลยกรรมศีรษะและลำคอ (Head and neck surgery) ภาควิชาโสต ศอ นาสิก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

รหัสเอกสาร SD-HA-IMC-078-R-00



เป็นความผิดปกติที่พบได้ถึงร้อยละ 10 และพบบ่อยเป็นอันดับที่ 4 ในแผนกผู้ป่วยนอกโรค หู คอ จมูก ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จากสถิติปี พ.ศ.2550

เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณกล่องเสียงและช่องคอมีความบอบบาง และไม่ทนต่อกรดจากกระเพาะอาหาร แม้จะเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสบร้อนหรือจุกแน่นยอดอก ปวดท้อง หรือมีอาการของโรคกระเพาะ เรอเปรี้ยว และรู้สึกอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารหรือช่องคอ ซึ่งเป็นอาการสำคัญของภาวะกรดไหลย้อนที่หลอดอาหาร (Gastroesophageal reflux,GERD)


อาการที่พบได้ในภาวะนี้ ได้แก่


1. เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน

2. กระแอมบ่อยๆ

3. มีเสมหะมากในลำคอ

4. กลืนลำบาก

5. ไอ หลังจากรับประทานอาหารหรือนอน

6. สำลักหรือหายใจไม่ออก

7. ไอบ่อยๆ

8. รู้สึกมีอะไรติดหรือมีก้อนในคอ

9. แสบร้อนยอดอก อาหารไม่ย่อย เรอเปรี้ยว

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายทางหู คอ จมูก โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุและโรคอื่นที่ทำให้มีอาการคล้ายคลึงได้ เช่น ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ บุหรี่ แอลกอฮอล์ สารระคายเคือง การใช้เสียงที่ผิดปกติ หอบหืด เนื้องอก เป็นต้น โดยการตรวจที่สำคัญ คือ การสอดกล้องชนิดสายอ่อนที่ส่องผ่านจมูก เพื่อดูกล่องเสียงและช่องคอ


ลักษณะความผิดปกติที่ตรวจพบได้บ่อย ได้แก่


1. ใต้สายเสียงบวม

2. ช่องเหนือสายเสียงหายไป

3. กล่องเสียงแดง

4. สายเสียงบวม

5. กล่องเสียงบวมทั้งหมด

6. ด้านหลังกล่องเสียงหนาตัว

7. ติ่งเนื้อที่กล่องเสียง

8. เสมหะหรือเมือกข้นที่กล่องเสียง

การตรวจพิเศษเพิ่มเติม ที่อาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยที่ยังไม่สามารถให้การวินิจฉัยที่แน่นอนได้ หรือผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ได้แก่ การส่องกล้องชนิดแข็งหรืออ่อน เพื่อตรวจดูกล่องเสียง หลอดลม หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร การใส่เครื่องมือวัดความเป็นกรดและความต้านทานผ่านจมูกไปที่ด้านหลังกล่องเสียง และหลอดอาหาร หรือการตรวจทางรังสี เป็นต้น


การรักษาภาวะกรดไหลย้อน(LPR)


 1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการดำเนินชีวิต เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด ที่ผู้ป่วยทุกคนต้องปฏิบัติตามตลอดไป เพื่อผลการรักษาที่ดี ซึ่งประกอบด้วย

  • หยุดสูบบุหรี่
  • งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน มีกรด เช่น น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำมะเขือเทศ น้ำอัดลม
  • งดอาหารลดจัด เผ็ด อาหารมีไขมัน ช็อกโกแลต ลูกอมรสมิ้นท์
  • อาหารแต่ละมื้อไม่ควรมีปริมาณมาก แต่อาจเพิ่มจำนวนมื้อรับประทานให้บ่อยขึ้น
  • ลดน้ำหนัก กรณีที่น้ำหนักเกิน 
  • ไม่ใส่เสื้อผ้าที่คับ
  • ไม่เอนตัวหรือนอนหลังรับประทานอาหารภายใน 3 ชั่วโมง
  • ยกที่นอนบริเวณหัวให้สูงขึ้น 4 - 6 นิ้ว


2. การรักษาด้วยยา ในปัจจุบันยาที่ได้ผลดีที่สุด คือ ยาลดกรดในกลุ่มยับยั้งการสร้างกรด (Proton pump inhibitor) ก่อนอาหาร 30-60 นาที เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน อาการจึงจะดีขึ้น และอาจต้องรับประทานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 6 เดือน


3. การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดนำส่วนบนของกระเพาะอาหาร มาเย็บหุ้มรอบส่วนล่างของหลอดอาหารและกล้ามเนื้อหูรูด โดยพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัด เมื่อการรักษา 2 วิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล ผู้ป่วยมีอาการมาก และพิสูจน์แล้วว่ามีกรดไหลย้อนจริง และกล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ

ภาวะกรดไหลย้อนที่กล่องเสียงและช่องคอ จะทำให้หายหรือดีขึ้นได้ ต่อเมื่อผู้ป่วยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ทั้งหมด รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และมาพบแพทย์ได้อย่างต่อเนื่อง



ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

Call Center : 0-5393-6900-1/ คลินิกหูคอจมูก 0-5393-6952
Line iD : @sriphatcenter